ตลาดหุ้นไทยวันนี้ อยู่ในช่วงรอติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ ต่อสภาคองเกรส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ อยู่ในช่วงรอติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ ต่อสภาคองเกรส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีเซต กำลังซื้อขายในภาวะที่เรียกว่า โกลด์ดิล็อคส์ นั่นคือ เงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว แต่เศรษฐกิจไม่ถดถอยรุนแรง โดยคาดว่า ดัชนีเซต จะทดสอบระดับ 1,645 จุด โดยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,575 จุด

หากถ้อยแถลงของเฟด ออกมาในเชิง hawkish หรือส่งสัญญาณคุมเข้ม สินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ จะปรับตัวลงทันที ในทางตรงข้าม หากส่งสัญญาณผ่อนคลาย จะหนุนให้เกิดแรงซื้อเพิ่มขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะในวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิสูงถึง 7,600 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันมาก

นี่ไม่ใช่เงินร้อนระยะสั้น แต่เป็นการจัดสรรเงินทุนเชิงกลยุทธ์ เข้าสู่หุ้นไทย ที่มีราคาถูก มีผลตอบแทนสูง และมีความมั่นคงทางการเมือง ดังนั้น กระแสเงินนี้ จะช่วยสร้างแนวรับที่แข็งแกร่งให้กับดัชนีเซต ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,621 จุด

ด้านนโยบายภาครัฐ มีประเด็นสำคัญสองเรื่อง

เรื่องแรกคือ การปรับโครงสร้างพลังงาน ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ซึ่งจะเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น เช่น พีทีที กัลฟ์ และท็อป แต่เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน อย่างอีเอ บีซีพีจี จีพีเอสซี และเอสพีซีจี

เรื่องที่สองคือ ความคืบหน้าของการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งปิดไปแล้ว 15 จาก 26 บท จะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษี สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญ โดยเฉพาะรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เกษตร และอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้น เอเอช เอสทีเอ ทียู ซีพีเอฟ และมินท์

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงในอิหร่านล้มเหลว ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นบวกระยะสั้นต่อหุ้น พีทีที พีทีทีอีพี และท็อป แต่เป็นลบต่อสายการบิน เช่น บีเอ และเอเอวี รวมถึงกลุ่มใช้จ่ายตามดุลยพินิจ ที่ต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น

มาดูภาพรวมราย sector กัน

กลุ่มธนาคาร ประกอบด้วย เคแบงก์ บีบีแอล เอสซีบี เคทีบี และทีทีบี มีแนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากเป็นตัวแทนหลักของกระแสเงินทุนต่างชาติ และคาดว่าผลประกอบการไตรมาสสอง จะออกมาดี อัตรากำไรจากดอกเบี้ยน่าจะถึงจุดสูงสุด คุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว และมีปันผลสูงถึง 5-6 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์นี้

กลุ่มพลังงานทดแทน อย่างอีเอ บีซีพีจี จีพีเอสซี และเอสพีซีจี อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และกำลังจะ breakout ได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน ทำให้มีทัศนคติเชิงบวกในระยะยาว

กลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น อย่างพีทีที พีทีทีอีพี ท็อป และเอสพีอาร์ซี กำลังอยู่ในช่วงพักตัว และผันผวนสูง เนื่องจากมีปัจจัยทั้งบวกและลบสลับกันไป แนะนำให้เทรดระยะสั้นเท่านั้น ไม่ควรลงทุนระยะยาว

กลุ่มส่งออกและ manufacturing อย่างเอเอช เอสทีเอ ทียู เดลต้า และฮาน่า กำลังอยู่ในช่วง sideway หรือสะสมฐาน ได้รับผลบวกจากความคืบหน้าของ FTA และค่าเงินบาทอ่อน แต่ยังถูกจำกัดด้วยความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงต้องระมัดระวัง

กลุ่มท่องเที่ยวและผู้บริโภค อย่างมินท์ เซ็นเทล อีอาร์ดับเบิลยู บีเอ และเอเอวี มีความแตกต่างกัน โดยหุ้นโรงแรมอย่างมินท์และเซ็นเทล ยังมีแนวโน้มดี แต่สายการบิน อย่างบีเอและเอเอวี มีความเสี่ยงสูงจากราคาน้ำมัน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วง 1-4 สัปดาห์ข้างหน้า เราแนะนำให้เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง ที่มีผลตอบแทนสูง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยใช้เงินทุน 60 เปอร์เซ็นต์ ลงทุนในกลุ่มธนาคารไทย แบบถัวน้ำหนักเท่ากัน ในเคแบงก์ เอสซีบี บีบีแอล และเคทีบี เพราะเป็นตัวแทนโดยตรงของกระแสเงินทุนต่างชาติ มีความแน่นอนของผลประกอบการ และมีปันผลมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์

อีก 25 เปอร์เซ็นต์ ลงทุนในหุ้นเติบโตเชิงโครงสร้าง อย่างกลุ่มพลังงานทดแทน อย่างอีเอและจีพีเอสซี และกลุ่มส่งออกแชมเปี้ยน อย่างเดลต้า ฮาน่า และเอเอช ซึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายสีเขียว และด้านการค้า

ส่วนที่เหลืออีก 15 เปอร์เซ็นต์ ใช้เป็นส่วนป้องกันความเสี่ยง โดยอาจถือหุ้นพีทีทีหรือพีทีทีอีพีในสัดส่วนเล็กน้อย เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมัน หรือใช้ตราสารอนุพันธ์ ป้องกันความเสี่ยงจากตลาด

สิ่งที่ต้องติดตามใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า คือ คำพูดของคณะกรรมการเฟด ว่ายังคงยึดมั่นในแนวทางพึ่งพาข้อมูลหรือไม่ ผลประกอบการไตรมาสสองของธนาคาร ที่จะประกาศก่อนใคร รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และค่าเงินบาท

หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ยืนเหนือ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะช่วยหุ้นกลุ่มพีทีทีในระยะสั้น แต่จะกระทบต่อเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ส่วนค่าเงินบาท หากอ่อนค่าลงต่ำกว่า 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นผลดีต่อกลุ่มส่งออก แต่จะเพิ่มความเสี่ยงจากเงินเฟ้อนำเข้า

นี่คือภาพรวมสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงจากข้อมูล ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นักลงทุนควรตรวจสอบราคาและข่าวสารล่าสุดก่อนตัดสินใจลงทุน