## 1. บริบทมหภาคและการเมือง (เหตุผล “ทำไม”)

## 1. บริบทมหภาคและการเมือง (เหตุผล “ทำไม”)

ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ครอบงำความรู้สึกระยะสั้น

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง จากการที่สหรัฐฯ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเกิดการเทขายอย่างรุนแรงระหว่างวัน (SET ปิด -1.68% ที่ 1,577.21 จุด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม) หุ้นพลังงานขนาดใหญ่ (PTT, GULF) นำตลาดปรับตัวลง สะท้อนความอ่อนไหวของตลาดต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและกระแสลดความเสี่ยง ถึงแม้จะปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ดัชนีก็ทรงตัวอีกครั้งบริเวณแนวต้าน 1,620–1,630 จุด โดยได้รับการสนับสนุนจาก การซื้อสุทธิของต่างชาติที่ต่อเนื่อง (ซื้อสุทธิ +2.18 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม; +8.55 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม) และข้อมูลการค้าของจีนที่ออกมาดีกว่าคาด

ปัจจัยกระตุ้นจากนโยบายในประเทศ: คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณี พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

ตลาดกำลังรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ (คาดว่าจะตัดสินในวันที่ 9 กรกฎาคม) เกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล หากคำตัดสินเป็นผลดี จะปลดล็อกมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มหมุนเวียนภายในประเทศ (ก่อสร้าง, วัสดุก่อสร้าง, สินเชื่อเพื่อผู้บริโภค) หากคำตัดสินเป็นผลร้าย จะเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบายและกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์

หลักยึดเหนี่ยวนโยบายการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% (ในการประชุมเดือนมิถุนายน 2569) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ด้วยอัตราเงินเฟ้อ CPI ทั่วไปใกล้ 0.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ CPI พื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 1.0% ธปท. จึงมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันต่อเงินบาทที่อ่อนค่าและสนับสนุนความอยากรับความเสี่ยงในตลาดหุ้น ตราบใดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน

ปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้าง: การกลับเข้ามาลงทุนของต่างชาติ

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ต่างชาติซื้อสุทธิเกิน 5 หมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจาก (i) อัตราเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจ (SET ~3.5% เทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาค ~2.8%), (ii) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว (เป้าหมายนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น +25% เทียบกับปีก่อน), และ (iii) กระแสการย้ายฐานการผลิตในรูปแบบ “China +1” ที่ไหลเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

## 2. การสังเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคและพื้นฐานของหุ้น (“อะไร”)

กลุ่ม / แก่นเรื่อง หุ้นสำคัญ (SET50) ท่าทีทางเทคนิค (จาก RAG) ความเชื่อมโยงกับปัจจัยข่าว
พลังงาน / น้ำมัน PTT, TOP, BCP, GULF PTT/GULF ถูกเทขายอย่างหนักในวันที่ 8 ก.ค. (-3–4% ระหว่างวัน); RSI ลดลงจาก 70 สู่ 55 ปริมาณการซื้อขายพุ่งสูง 2 เท่าของค่าเฉลี่ย ความสัมพันธ์โดยตรงกับตะวันออกกลาง – ราคาน้ำมันพุ่ง = หนุนรายได้ระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงด้านอุปสงค์ถดถอย อัตรากำไรของโรงไฟฟ้าก๊าซของ GULF จะถูกกดดันหากราคา LNG Spot สูงกว่าราคาตามสัญญา
ธนาคาร KBANK, BBL, SCB, KTB การพักตัวแบบ Sideways ในกรอบ 1,550–1,600 จุดของ SET; P/B 0.8–0.9 เท่า อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก ~95% ผลลัพธ์แบบสองขั้วจากคำตัดสินของศาล: ผลดี → หนุนการเติบโตของสินเชื่อ + แนวทางการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง ผลเสีย → ต้องตั้งสำรอง NPL เพิ่มเติม สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติใกล้เพดาน 30% จำกัด upside
เทคโนโลยี / ห่วงโซ่อุปทาน AI DELTA, HANA, KCE DELTA +15% YTD ตามผลประกอบการของ Micron; RSI 65, อยู่เหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20/50 DMA ปริมาณการซื้อขายดี วงจรการใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง – คำแนะนำผลประกอบการของ Micron/Nvidia ยังดี DELTA ซึ่งมีธุรกิจ PSU สำหรับเซิร์ฟเวอร์และที่ชาร์จรถ EV เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกระแสนี้
บริโภคในประเทศ / อสังหาริมทรัพย์ CPALL, CPN, LH, AP CPALL/CPN เป็น defensive (beta <0.8); LH/AP ถูกขายมากเกินไป (RSI <35), P/B <0.6 เท่า มาตรการกระตุ้นการคลัง + การท่องเที่ยว → การฟื้นตัวของจำนวนผู้ใช้บริการ คำตัดสินของศาลที่เป็นบวก = เพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค
อุตสาหกรรม / EEC WHA, AMATA, STEC STEC +18.8% จากความชัดเจนด้านการเลือกตั้ง (RAG); WHA ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) + นโยบาย EEC 2.0 – ความชัดเจนในการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) หลายปี นักลงทุนต่างชาติกำลังสะสม

ภาพรวมทางเทคนิคของตลาด (ดัชนี SET50)

แนวโน้ม: ฟื้นตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 1,550 จุด (22 มิ.ย.) สู่แนวต้าน 1,630 จุด

RSI (14): ~58 (เป็นกลาง, ยังมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นต่อ)

ปริมาณการซื้อขาย: ค่าเฉลี่ย 30 วัน ~9.5 หมื่นล้านบาท; เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 แสนล้านบาทในวันที่ 10 ก.ค. จากการไหลเข้าของต่างชาติ

แนวรับ: 1,613–1,610 จุด (จุดบรรจบของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน)

ความเสี่ยง/ผลตอบแทน: เป้าหมาย 1,645 จุด (บล. Kasikorn) เทียบกับจุด stop ที่ 1,600 จุด → ~1.8:1

## 3. กลยุทธ์และแนวโน้ม (“การดำเนินการ”)

สถานการณ์ ความน่าจะเป็น จุดยืนในการจัดพอร์ต ปัจจัยกระตุ้นสำคัญ
กรณีพื้นฐาน (60%) คำตัดสินของศาลเป็นผลดี; ตะวันออกกลางคลี่คลาย; Fed คงดอกเบี้ย Overweight: กลุ่มหมุนเวียนในประเทศ (CPN, LH, WHA), ห่วงโซ่อุปทาน AI (DELTA, HANA) Underweight: หุ้นพลังงานต้นน้ำแท้ๆ (PTT, TOP) – ป้องกันความเสี่ยงด้วยหุ้นกลุ่มปลายน้ำ (BCP, SPRC) ผลคำตัดสินศาล (9 ก.ค.), CPI สหรัฐฯ (11 ก.ค.), การประชุม กนง. (7 ส.ค.)
กรณีหมี (25%) ศาลคัดค้าน พ.ร.ก. + ความขัดแย้งตะวันออกกลางขยายวงกว้าง → ราคาน้ำมัน >95 ดอลลาร์/บาร์เรล + กระแสลดความเสี่ยง ปรับพอร์ตสู่ Defensive: CPALL, ADVANC, INTUCH (ปันผลสูง, beta ต่ำ) ลดการใช้ Leverage; เพิ่มเงินสดเป็น 15–20% ราคาน้ำมัน >95 ดอลลาร์, เงินบาท >36 บาท/ดอลลาร์, SET หลุด 1,600 จุดด้วยวอลุ่มสูง
กรณีกระทิง (15%) ยืนยัน พ.ร.ก. + Fed ส่งสัญญาณเปลี่ยนนโยบาย + จีนออกมาตรการกระตุ้น เพิ่ม Beta เชิงรุก: ธนาคาร (KBANK, SCB), อสังหาฯ (LH, AP), อุตสาหกรรม (STEC, WHA) เป้าหมาย SET 1,700 จุดภายในไตรมาส 3 จุดคาดการณ์ดอกเบี้ย (Dot plot) ของ Fed เปลี่ยนไป, PMI จีน >51, ยอดซื้อสุทธิของต่างชาติ >3 หมื่นล้านบาท/วัน อย่างต่อเนื่อง

กฎการบริหารความเสี่ยง

จุดตัดขาดทุน (Stop-loss): ระดับพอร์ต 8% จากราคาเข้า; รายตัว 12%

ขนาดสัดส่วนการลงทุน: สูงสุด 5% ต่อหุ้น; เพดานกลุ่มอุตสาหกรรม 20% (พลังงาน/การเงิน)

การป้องกันความเสี่ยง: PUT 3 เดือนบน SET50 (ราคาใช้สิทธิ 1,550 จุด) ต้นทุน ~1.2% ของมูลค่าพอร์ต

## 4. 📊 สรุปข้อมูล

หุ้น แนวโน้ม ปัจจัยมหภาค/ข่าวกระตุ้น ระดับความเสี่ยง (R:R / SL) ปริมาณซื้อขายพุ่งสูง มุมมองทั่วไป
PTT พักฐาน ความตึงเครียดตะวันออกกลาง → ราคาน้ำมันพุ่ง; คำตัดสินศาลเป็นกลาง 1.2:1 / -10% 2.1 เท่าของค่าเฉลี่ย (8 ก.ค.) เป็นกลาง – เหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น
GULF พักฐาน ความตึงเครียดตะวันออกกลาง + การบีบตัวของส่วนต่างราคาก๊าซ LNG 1.0:1 / -12% 1.8 เท่าของค่าเฉลี่ย ระมัดระวังหลีกเลี่ยงจนกว่าสถานการณ์ชัดเจน
DELTA ขาขึ้น การใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลก + ผลประกอบการ Micron 2.5:1 / -8% 1.5 เท่าของค่าเฉลี่ย bullish – หุ้นหลักในพอร์ต
KBANK Sideways ผลลัพธ์สองขั้วจากคำตัดสินศาล; จุดต่ำสุดของวงจร NPL 1.8:1 / -7% 1.2 เท่าของค่าเฉลี่ย สะสมเมื่อราคาอ่อนตัว
CPN ขาขึ้น การท่องเที่ยว + มาตรการกระตุ้นการคลัง + กระแสเงินในประเทศ 2.0:1 / -6% 1.3 เท่าของค่าเฉลี่ย bullish – การเติบโตแบบ Defensive
WHA ทะลุแนวต้าน FDI ใน EEC + การสะสมของต่างชาติ 3.0:1 / -9% 2.0 เท่าของค่าเฉลี่ย bullish – หุ้นเด่นเชิงโครงสร้าง
STEC โมเมนตัม ความชัดเจนด้านการเลือกตั้ง + โครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2.2:1 / -10% 3.0 เท่าของค่าเฉลี่ย แนะนำซื้อเก็งกำไร
SET50 Index ฟื้นตัว กระแสเงินต่างชาติไหลเข้า + ความหวังการคลี่คลายความตึงเครียดตะวันออกกลาง 1.8:1 / -2% (1,600 จุด) 1.2 เท่าของค่าเฉลี่ย ค่อนข้าง bullish

ข้อสรุป: ตลาดหุ้นไทยอยู่ใน จุดเปลี่ยนสำคัญด้านนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ (9 ก.ค.) และทิศทางของตะวันออกกลางเป็นปัจจัยพลิกผัน (Swing Factors) สองประการ ในขณะที่กระแสเงินต่างชาติมีแนวโน้มเป็นบวกเชิงโครงสร้างและ valuations ยังถูก (SET50 P/E 12 เท่า, P/B 1.3 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 14/1.5 เท่า) ผลตอบแทนที่ไม่สมมาตร (Asymmetric payoff) จึงเอื้อต่อการเลือกถือสถานะ Long ในหุ้นที่คัดสรร โดยเฉพาะในกลุ่มหมุนเวียนภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทาน AI/อิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องใช้จุดตัดขาดทุนที่เคร่งครัดในหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารที่มีความผันผวนสูง