รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 9 กรกฎาคม 2569

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 9 กรกฎาคม 2569

ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก่อนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอีกประมาณสามสัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนส่วนใหญ่ลดความเชื่อมั่นลงอย่างชัดเจน แม้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดจะช่วยขจัดความเสี่ยงด้านโครงสร้างการเมืองออกไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ภาพรวมยังคงเต็มไปด้วยความแตกต่าง—ระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น, ระหว่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ได้แรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์กับดัชนีในวงกว้าง, และระหว่างตลาดพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่

เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ของวันนี้ ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกปรับตัวลดลงก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันทฤษฎีตลาดรูปตัว K ก็ยิ่งทวีความเข้มข้น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ อย่างพาแลนเทียร์และไมครอน ยังคงเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดโดยรวม สะท้อนการกระจุกตัวของเม็ดเงินในหุ้นโครงสร้างการผลิตแห่งอนาคต

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ สัญญาณความตึงเครียดเริ่มชัดเจนขึ้น อินโดนีเซียเผชิญความเสี่ยงถูกลดชั้นจากตลาดเกิดใหม่ลงไปเป็นตลาดฟรอนเทียร์ หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตาร่วงลงไปแล้วร้อยละ 32 นับจากต้นปี ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉินวงเงินสองแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ท่ามกลางการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบห้าแสนล้านบาทในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดภาวะตลาด ดัชนี US30 หรือดาวโจนส์ ปรับลดลงร้อยละ 0.33 มาอยู่ที่ระดับ 52,876 จุดในวันที่ 7 กรกฎาคม และก่อนหน้านั้นในวันที่ 5 กรกฎาคมก็ปรับลดลงร้อยละ 0.08 มาที่ 52,856 จุด สะท้อนบรรยากาศระมัดระวังและไหลลงช้า ๆ ทางด้านยุโรป ดัชนี S&P Europe 350 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.86 มาที่ 2,611.43 จุด ในวันที่ 1 กรกฎาคม แต่เป็นข้อมูลที่ล่าช้ากว่าภาพปัจจุบัน ส่วน EU100 อยู่ที่ 1,926 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.33 ย้อนกลับไปวันที่ 30 มิถุนายน

ในเอเชีย ดัชนี NIFTY 50 ของอินเดียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 2.12 มาที่ 23,882 จุดในวันที่ 8 กรกฎาคม หลังจากที่เคยขยับขึ้นมาแตะ 24,006 จุดในวันที่ 1 กรกฎาคม การกลับทิศเช่นนี้ส่งสัญญาณขาลงที่ชัดเจน ส่วนตลาดหุ้นไนโรบี ออลแชร์ ของเคนยา ยังทรงตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 มาที่ 224 จุด และหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป Euro Stoxx Banks อยู่ที่ 301.40 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.57 แสดงความแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน

สำหรับข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พันธบัตรเยอรมัน และพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนสำคัญ ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน WTI ในวันนี้ ไม่มีข้อมูลให้รายงาน ส่วนดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE Index ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน มีเพียงดัชนี JPVIX ของญี่ปุ่นที่ปรับลดลงร้อยละ 11.67 มาอยู่ที่ 38.30 จุด แต่นั่นเป็นข้อมูลสิ้นเดือนมิถุนายนที่ล่าช้า

การนับถอยหลังสู่การตัดสินใจของเฟดคือประเด็นหลักที่กดทับบรรยากาศการลงทุน ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยให้น้ำหนักไปที่การปรับขึ้น 0.25 จุด อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมถึงแรงกดดันจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ล้วนเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางต้องชั่งน้ำหนัก คำตัดสินของศาลฎีกาที่ปกป้องความเป็นอิสระของเฟดนั้นเป็นผลดีเชิงโครงสร้างในระยะยาว แต่ไม่อาจชดเชยความไม่แน่นอนระยะใกล้ได้

ในเชิงผลกระทบ ข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า เมื่อดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ภาคธนาคารพาณิชย์จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หุ้นอย่าง BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นนี้ ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อส่วนบุคคลที่มิใช่ธนาคาร อย่าง SAWAD MTC และ TIDLOR มักถูกกดดันจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะบีบอัดมาร์จิ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มเผชิญแรงขายจากมูลค่าปัจจุบันที่ถูกปรับลดลง การขึ้นดอกเบี้ยยังมีผลลำดับที่สองคือการทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและไทย

การเปลี่ยนผ่านมาที่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเอไอ ตลาดกำลังเผชิญภาวะตลาดรูปตัว K อย่างชัดเจน บลูเบลล์ แอดไวซอรี่ ได้แนะนำให้นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่หุ้นกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน ความเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับราคาหุ้นพาแลนเทียร์ที่พุ่งขึ้นจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในความสามารถด้านการขุดข้อมูลด้วยเอไอ และหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในปี 2026 และกลายเป็นสมาชิกกลุ่มบริษัทมูลค่าตลาดระดับล้านล้านดอลลาร์ โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาอาจแตะ 2,000 ดอลลาร์ต่อหุ้นภายในหนึ่งปี ไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรงสำหรับกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ แต่โมเมนตัมด้านกำไรและกระแสเงินทุนจากสถาบันยังคงหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดในระยะกลาง ขณะที่ดัชนีในวงกว้างยังคงผสมผสาน การกระจุกตัวของเงินทุนในหุ้นกลุ่มนี้อาจทำให้การกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมทำงานได้ไม่เต็มที่

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ อินโดนีเซียกำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งสำคัญ เมื่อ S&P Dow Jones Indices ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ลงสู่ตลาดฟรอนเทียร์ จากปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตาร่วงลงอีกร้อยละ 1.5 ในวันเดียว และขยายผลขาดทุนตั้งแต่ต้นปีเป็นร้อยละ 32 การปรับลดสถานะเช่นนี้จะทำให้กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ถูกบังคับขายหุ้นอินโดนีเซียออกมา สร้างแรงขายทางกลไกที่ต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐาน

ขณะที่ประเทศไทย รองนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยระบุว่าประเทศกำลังเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 500,000 ล้านบาทในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่อ่อนเทียบดอลลาร์ ส่งผลลบต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น BGRIM GPSC และ GULF เนื่องจากภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์และต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เงินบาทอ่อนกลับส่งผลบวกต่อกลุ่มส่งออกอาหารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นอย่าง TU CPF ITC AAI DELTA KCE และ HANA จะได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เป็นเงินบาทมากขึ้น นี่คือภาพที่ตอกย้ำว่าความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเฉพาะประเทศ แต่เป็นผลจากกลไกเดียวกัน คือราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กดดันค่าเงิน และนำเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ

อีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือการแยกทางระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น รายงานต่าง ๆ ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจที่ดีอาจไม่ส่งผลดีต่อราคาหุ้นอีกต่อไป เมื่อตลาดเริ่มหยุดตอบรับข่าวดีทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความคาดหวังเรื่องนโยบายการเงินได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดราคา เราเห็นการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีก่อนตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ และตลาดฟิวเจอร์สปรับตัวลดลง หากข้อมูลการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจกลายเป็น “ข่าวดีที่เป็นข่าวร้าย” เพราะจะยิ่งตอกย้ำการปรับขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากข้อมูลอ่อนแอ ก็จะจุดชนวนความกังวลเรื่องการชะลอตัว ไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรงสำหรับรูปแบบการแยกทางนี้ แต่ความเชื่อมั่นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

ในมุมของความน่าจะเป็น กรณีฐานที่ตลาดให้น้ำหนักอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 คือเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุด ซึ่งตลาดได้ดูดซับไปบ้างแล้ว หุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากอุปสงค์เชิงโครงสร้าง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังคงเผชิญแรงกดดันแต่ไม่ลุกลามเป็นระบบ กรณีบวก ร้อยละ 20 หากข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอ ลดความเร่งด่วนในการขึ้นดอกเบี้ย จะหนุนหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต รวมถึงส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง บรรเทาแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ กลุ่มส่งออกไทยจะมีแรงหนุนชัดเจน ส่วนกรณีลบ ร้อยละ 25 หากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งผิดคาด อาจเปิดทางให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.50 จุด หรือยืดเยื้อรอบเข้มงวด เทคโนโลยีจะถูกเทขายอย่างรุนแรง และความเครียดของตลาดเกิดใหม่อาจลามสู่ภาวะติดเชื้อทางการเงิน โดยอินโดนีเซียอาจถูกปรับลดชั้นจริง และปัญหาการคลังของไทยอาจทวีความรุนแรง

โดยสรุปในวันนี้ ตลาดการเงินโลกอยู่ในช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ ภาวะตลาดรูปตัว K คือสัจธรรมเชิงโครงสร้างที่กดดันให้นักวิเคราะห์ต้องเลือกข้างระหว่างหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ กับกลุ่มอื่น ๆ ที่วัฏจักรอ่อนแอ การนับถอยหลังสู่การตัดสินใจของเฟดคือศูนย์กลางของทุกสายตา และตลาดเกิดใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนผ่านอินโดนีเซียและไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึงคือตัวแปรชี้ขาดใน 48 ชั่วโมงนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด มันจะกำหนดทิศทางของราคาสินทรัพย์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงต่อจากนี้