สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญกับ สภาวะ สแตกเฟลชันนารี ไตรแองกูเลชัน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง รวมถึงการหยุดชะงัก ในเส้นทางเดินเรือ กำลังสร้างแรงกดดัน ต่อราคาพลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่ ธนาคารกลางสำคัญ อย่าง เฟด และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังจะประกาศ การตัดสินใจเชิงนโยบาย ในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน คำตัดสินของ ศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยัน ความเป็นอิสระ ของเฟด ได้เข้ามาเสริมเสถียรภาพ ให้กับตลาดหุ้นสหรัฐ แต่แรงหนุนนี้ ถูกลดทอนลง จากแรงสั่นสะเทือน ด้านบรรษัทภิบาล ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลาออก กะทันหัน ของ นาย เพอร์รี่ วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลาง อินโดนีเซีย ซึ่งจุดชนวน ให้เกิดแรงเทขาย สกุลเงิน รูเปียห์ ตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ อินโดนีเซีย

ผลสุทธิ คือ ตลาดแยกออกเป็น สองขั้ว แนวโน้ม เอไอ และหุ่นยนต์ ยังคงดึงดูด เงินทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติ ไอพีโอ ของบริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ บน ตลาดสตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ หุ้นวัฏจักร และการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ต้องเผชิญกับ การตั้งราคาใหม่ ของส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านการเมือง และสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อมูล ดัชนีราคาผู้ผลิต สหรัฐ หรือ พีพีไอ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด มอบความหวัง เรื่องเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัว อยู่บ้าง แต่ ทิศทาง ขาขึ้น ของราคาน้ำมันดิบ ยังคงเป็น ช่องทางหลัก ในการส่งผ่าน ไปยังตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และสกุลเงิน ตลาดเกิดใหม่

สำหรับ สภาพตลาดในวันนี้ ระบอบความเสี่ยง ถูกขับเคลื่อนด้วย ส่วนชดเชยความเสี่ยง ทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มาพร้อมกับ กลิ่นอาย ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว แต่เศรษฐกิจซบเซา สตักเฟลชัน โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้น สภาวะการเงินที่ตึงตัว ในบางตลาดเกิดใหม่ และการวางตำแหน่งพอร์ต ในตลาดหุ้น อย่างระมัดระวัง ก่อนการตัดสินใจ ของธนาคารกลาง ล้วนเป็นตัวกำหนด

ความเชื่อมั่นโดยรวม อยู่ในทิศทาง ระมัดระวัง และค่อนไปทางลบ แย่ลงจากเดิม ที่เป็นกลาง การปรับตัวลง ของตลาดหุ้นออสเตรเลีย ติดต่อกันเป็นวันที่สี่ ลบศูนย์จุดห้าศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นฟิวเจอร์สหรัฐ ที่ลดลง เป็นวันที่สอง และความไม่แน่นอน ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย และไทย ที่เคลื่อนไหวไซด์เวย์ สะท้อนถึง การกระจายตัว ของความกลัวความเสี่ยง ในวงกว้าง โดยมี หุ้นกลุ่มเทค และเอไอ ยังคงเป็น จุดสว่าง เพียงจุดเดียว

ในส่วนของ ภาพรวมตลาด ดัชนี เซ็ท อินเด็กซ์ ของไทย ปรับขึ้น บวกศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้า ขณะที่ ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปรับลง เป็นวันที่สี่ ติดต่อกัน ลบศูนย์จุดห้าศูนย์เปอร์เซ็นต์ ทางด้านตลาดหุ้น อินเดีย นิฟตี้ ไฟฟ์ตี้ ปรับขึ้น บวกศูนย์จุดห้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นยุโรป ยูโร สต็อกซ์ ร้อย ปรับลง ลบหนึ่งจุดศูนย์สี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดหุ้นดูไบ ลดลง ศูนย์จุดหนึ่งแปดเปอร์เซ็นต์

ในตลาดตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุสิบจุดสามสองปี มีอัตราผลตอบแทน ที่หนึ่งจุดเก้าเก้าศูนย์ศูนย์เปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรอายุยี่สิบห้าจุดหกแปดปี อยู่ที่สามจุดศูนย์สี่เก้าห้าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวลดลง หลังตัวเลขพีพีไอ ส่งสัญญาณผ่อนคลาย

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง หลังข้อมูลพีพีไอ สวนทางกับ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความเสี่ยง ด้านอุปทานเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ สกุลเงิน รูเปียห์ อินโดนีเซีย อ่อนค่าลงอย่างหนัก จากแรงกระแทก ด้านบรรษัทภิบาล

ในประเด็นแรก การยกระดับ ความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการหยุดชะงัก ทางทะเล กำลังหนุน ราคาน้ำมันดิบ และสร้างแรงกดดัน เงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งจากฐานข้อมูล สหสัมพันธ์ พบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค โดยเฉพาะผู้ผลิต ต้นน้ำ และโรงกลั่น อาทิ หุ้น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ผ่านราคาขาย และกำไรสต็อกที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ ส่งผลลบ ต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส จากต้นทุนเชื้อเพลิง ที่สูงขึ้น บั่นทอนกำไร โดยเฉพาะ สายการบิน

นอกจากนี้ ถ่านหิน อย่าง บ้านปู และลานนา ยังได้อานิสงส์ จากราคาพลังงาน โดยรวมที่สูงขึ้น เราให้น้ำหนัก ผลกระทบ ด้านบวก ต่อกลุ่มพลังงาน ในระดับ สูง ขณะที่ ด้านลบต่อ กลุ่มสายการบิน และโลจิสติกส์ ในระดับ ปานกลาง ภายใน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หากความตึงเครียด ยังคงยืดเยื้อ

ประเด็นที่สอง จุดเปลี่ยนนโยบายธนาคารกลาง คำตัดสินศาลสูงสุด สนับสนุนความเป็นอิสระ ของเฟด ซึ่งเป็นผลบวก เชิงโครงสร้างต่อตลาดสหรัฐ ขณะที่ การลาออก กะทันหันของ ผู้ว่าการธนาคารกลาง อินโดนีเซีย ก่อนกำหนด สองปี ได้จุดชนวน ความไม่แน่นอน ด้านบรรษัทภิบาล ทำให้รูเปียห์ ตลาดหุ้น และพันธบัตร อินโดนีเซีย ถูกเทขาย การตัดสินใจของเฟด และบีโอเจ รวมถึงตัวเลขจีดีพี ไตรมาสสองของสหรัฐ ที่กำลังจะออกมา ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เหตุการณ์

จากฐานข้อมูล ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่สูงขึ้น เป็นผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และ กรุงศรี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของ ดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขพีพีไอ เป็นผลบวก ต่อกลุ่มผู้ส่งออก อาหารและเครื่องดื่มไทย เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮาน่า ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ และสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ อาจได้รับแรงกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น

ในทางกลับกัน สินทรัพย์อินโดนีเซีย มีแนวโน้ม ถูกกระทบหนัก ในระยะสั้น

ประเด็นที่สาม การไหลเข้าของเงินทุน เชิงโครงสร้าง ในกลุ่ม เอไอ และหุ่นยนต์ จากข่าว บริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ ไอพีโอ บนตลาด สตาร์ มาร์เก็ต เซี่ยงไฮ้ ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการสนับสนุน จากภาครัฐจีน ต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งถึงแม้ ฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ จะไม่มีผลกระทบ ต่อหุ้นรายตัวโดยตรง แต่ถือเป็นตัวเร่ง ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม เอไอ โรโบติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน เซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ หุ้นเทคในเอเชีย ที่เพิ่งถูกเทขาย อาจมีจุดพักตัว จากแรงหนุนนี้

สอดคล้องกับ มุมมองของ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การลงทุน ธนาคารกรุงไทย ที่แนะนำ กลยุทธ์บาร์เบล โดยผสมผสาน หุ้นเติบโต จากเอไอ เข้ากับหุ้นตั้งรับ เพื่อรับมือกับ ความผันผวน ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราดอกเบี้ย

ประเด็นสุดท้าย การแยกทางของ ตลาดเกิดใหม่ ไทยยังคงแข็งแกร่ง รับปัจจัยหนุน จากตัวเลขพีพีไอ สหรัฐที่ต่ำกว่าคาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่ลดลง และกระแสเงินทุน ไหลเข้าเป็นวันที่สิบ ติดต่อกัน ดันดัชนีเซ็ท บวกศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้า จากฐานข้อมูล ดอกเบี้ยขาลง และดอลลาร์อ่อน จะเป็นบวก ต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ค้าปลีก อย่าง ซีพีออล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา จากการฟื้นตัว ของดัชนีราคาผู้บริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผ่านยอดขาย สาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอพี ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็ได้ประโยชน์ หากอัตราดอกเบี้ยลดลง หรือมีมาตรการกระตุ้น จากภาครัฐ หนุนยอดโอน กรรมสิทธิ์

ในทางตรงข้าม ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ร่วงต่อเนื่อง เป็นวันที่สี่ จากแรงกดดันของ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่า หุ้นเหมืองแร่บางตัว อย่าง หยั่นโคล ออสเตรเลีย และเซาท์เธอร์ตี้ทู จะยังได้ประโยชน์ จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม

เรามองว่า ความแตกต่างของ ตลาดเกิดใหม่นี้ จะยังดำเนินต่อไป ใน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยไทยมีโมเมนตัม แต่ยังต้องจับตา ความไม่แน่นอน ในตะวันออกกลาง

จากปัจจัยทั้งหมด ตำแหน่งการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทน ต่อความเสี่ยง น่าสนใจที่สุด แบ่งเป็นสองด้าน หนึ่ง เน้นลงทุน ในหุ้นกลุ่มพลังงาน และผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ รับความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ตลาดยังตีมูลค่า ไม่เต็มที่ เน้น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี และถ่านหิน บ้านปู ลานนา รวมถึงหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ออสเตรเลีย อย่าง หยั่นโคล และเซาท์เธอร์ตี้ทู

สอง เน้นลงทุน ในหุ้นส่งออกไทย และกลุ่มธนาคาร โดยใช้ประโยชน์จาก ดอลลาร์อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนที่ลดลง ได้แก่ ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และ กลุ่มธนาคาร อย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ขณะเดียวกัน ควรลดน้ำหนัก หรือหลีกเลี่ยง การลงทุนในอินโดนีเซีย จนกว่าจะมี ความชัดเจน เรื่องผู้ว่าการ ธนาคารกลาง คนใหม่

ทั้งนี้ ต้องติดตามสถานการณ์ ความเสี่ยงสำคัญ กรณีฐาน ความน่าจะเป็น ร้อยละห้าสิบห้า สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังตึงเครียด แต่ไม่บานปลาย เฟดคงดอกเบี้ย พลังงานสูงแต่แกว่งตัว หุ้นพลังงาน และไทย ปรับขึ้นต่อ กรณีบวก ร้อยละยี่สิบ เกิดความก้าวหน้า ทางการทูต ราคาน้ำมันร่วงลง แปดถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ เฟด ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นเกิดใหม่ พุ่ง หุ้นเติบโต และสายการบิน ฟื้นตัวแรง

กรณีลบ ร้อยละยี่สิบห้า เหตุการณ์สู้รบ บานปลาย น้ำมันพุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิม เฟดต้อง ขึ้นดอกเบี้ย หรือตรึงนโยบายเข้มงวด วิกฤตค่าเงิน ในตลาดเกิดใหม่ ขยายวงกว้าง แม้หุ้นพลังงานได้ประโยชน์ แต่ภาคส่วนอื่น ถูกเทขายหนัก เงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัย ได้รับความนิยม

สรุปประเด็นสำคัญ น้ำมันคือแกนกลาง ความขัดแย้ง สหรัฐฯ อิหร่าน ยังเป็นช่องทาง หลักในการส่งผ่าน เราแนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในหุ้นพลังงาน ต้นน้ำ และลดน้ำหนัก ในหุ้นขนส่ง ที่อ่อนไหว ต่อราคาน้ำมัน

กระแสเงินทุนไหลเข้า ตลาดหุ้นไทย ติดต่อกันสิบวัน ถือเป็นสัญญาณ โมเมนตัมแท้จริง หนุนด้วย อัตราผลตอบแทนสหรัฐ ที่ลดลง และดอลลาร์อ่อน แนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในกลุ่มธนาคารไทย และผู้ส่งออก อาหาร อิเล็กทรอนิกส์

การลาออก ของผู้ว่าการ ธนาคารกลาง อินโดนีเซีย เป็นแรงกระแทก ด้านบรรษัทภิบาล ระดับสูง หลีกเลี่ยง การลงทุนในอินโดนีเซีย จนกว่าจะชัดเจน

กระแสทุน โครงสร้าง ในเอไอ และหุ่นยนต์ ยังไม่เปลี่ยนแปลง การอนุมัติไอพีโอ ของ ยูนิทรี โรโบติกส์ ตอกย้ำธีม แนะนำ ผสมผสานกับ หุ้นตั้งรับ ตามกลยุทธ์บาร์เบล ของ กรุงไทย

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ เรื่องความเป็นอิสระของเฟด ขจัดความเสี่ยง หางหมา สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ และควรหนุน ความเชื่อมั่น ภาคการเงิน

และสุดท้าย จับตา การตัดสินใจของเฟด บีโอเจ และจีดีพีไตรมาสสองสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวเร่ง สองขั้ว ที่จะยืนยัน หรือลบล้าง ท่าทีความเสี่ยง ที่ระมัดระวังนี้ ภายใน สี่สิบแปดชั่วโมง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังถูกเขย่า จากความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ลุกลามจากการโจมตีทางอากาศ สู่การปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ และโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปรับตัวขึ้นประมาณ สามสิบเปอร์เซ็นต์ จากจุดต่ำสุด ในเดือนกรกฎาคม

แรงกระแทก ด้านอุปทานพลังงานครั้งนี้ กำลังส่งผ่าน ตลาดการเงิน ในรูปแบบ สแตกเฟลชัน คลาสสิก ราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น กระตุ้นการคาดการณ์ เงินเฟ้อ และบีบให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงท่าที เหยี่ยวทางการเงิน โดยตลาดให้น้ำหนัก ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ที่จะมีการปรับขึ้น ดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน กดดันสินทรัพย์ ที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นเทคฯ และทองคำ แต่กลับหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้ตลาด แตกออกเป็นสองขั้ว

ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย ปิดตลาดแบบผสมผสาน โดยแนสแดค หนึ่งร้อย ร่วงลง หนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดาวโจนส์ บวกเพิ่ม สองร้อยสามสิบหกจุด สะท้อนการหมุนเวียน จากหุ้นเติบโต สู่หุ้นคุณค่า ฝั่งยุโรป ดัชนีแดกซ์ สี่สิบ ลดลง ศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นวันที่สาม ติดต่อกัน ด้านฮั่งเส็ง ร่วงลง หนึ่งจุดสามเปอร์เซ็นต์ และนิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย ยังคงผันผวน

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ยังคงสูง ที่ระดับ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ หลังจากอ่อนตัวลง ชั่วคราว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ประมาณ หนึ่งร้อยหนึ่งจุด รับกระแสเงิน ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และการคาดการณ์ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ราคาทองคำ ถูกเทขายอย่างหนัก หลุดต่ำกว่า สี่พันหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ ลดลงกว่าร้อยละสาม ในรอบสัปดาห์ แตะระดับต่ำสุด ในรอบเก้าเดือน เป็นสัญญาณ ชัดเจนว่า ช่องทาง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง กำลังมีอิทธิพล เหนือช่องทาง สินทรัพย์ปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย ดัชนีเซท เคลื่อนไหว ไซด์เวย์ โดยมีแรงฉุด จากหุ้นเทคฯ แต่ได้แรงหนุน จากหุ้นพลังงาน ตามราคาน้ำมันโลก บริษัทพลังงานรายใหญ่ อาทิ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ได้รับประโยชน์โดยตรง จากราคาน้ำมันดิบ ที่สูงกว่าร้อยดอลลาร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอาหาร อย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และผู้ส่งออก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮาน่า ก็ได้แรงหนุน จากค่าเงินบาท ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า สวนทางกับ กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า อย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ ที่เผชิญแรงกดดัน จากต้นทุนพลังงาน และภาระหนี้ สกุลเงินต่างประเทศ

ในมิติกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ กลยุทธ์บาร์เบลล์ น้ำหนักลงทุน ส่วนใหญ่ไปที่ หุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ควบคู่กับ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่าง บีบีแอล เคแบงค์ และเอสซีบี ซึ่งได้ประโยชน์ จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่ขยับกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ให้ลดน้ำหนัก หุ้นเทคฯ และหุ้นเติบโต รวมถึงหุ้นผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีภาระหนี้ต่างประเทศ

ทั้งนี้ โอกาสเกิด สถานการณ์รุนแรง ยังมีอยู่ โดยกรณีฐาน ที่ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน ยืดเยื้อ แต่ไม่ปิดกั้นช่องแคบเต็มรูปแบบ น้ำมันทรงตัว ที่เก้าสิบถึงหนึ่งร้อยดอลลาร์ มีความน่าจะเป็น ร้อยละห้าสิบห้า ส่วนกรณีดี ที่มีการหยุดยิง น้ำมันร่วงหลุด แปดสิบห้าดอลลาร์ มีโอกาส ร้อยละยี่สิบ และกรณีเลวร้าย ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ มีโอกาส ร้อยละยี่สิบห้า

สัปดาห์นี้ นักลงทุนต้องจับตา ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ห้าประการ ได้แก่ การตัดสินใจ ดอกเบี้ยของเฟดและบีโอเจ การรายงานตัวเลข จีดีพีไตรมาสสอง ผลประกอบการ บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ สถานการณ์ ช่องแคบฮอร์มุซ และรายงานเงินเฟ้อ สหรัฐฯ เพราะทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง ตลาดการเงินโลก ในระยะถัดไป

โดยสรุป น้ำมันคือผู้ชนะ เพียงหนึ่งเดียว ในสภาพแวดล้อมนี้ หุ้นพลังงาน โดยเฉพาะ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี มีความน่าสนใจที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ก็ได้อานิสงส์ จากดอกเบี้ยขาขึ้น ในทางกลับกัน หุ้นเทคฯ และหุ้นเติบโต ยังอยู่ในแดนลงโทษ และการที่ทองคำ ไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ ทั้งที่มีความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง เป็นสัญญาณเตือน ที่สำคัญที่สุด ว่าแรงกดดัน จากอัตราผลตอบแทน แท้จริง กำลังครอบงำตลาด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

ขณะนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญกับ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากปฏิบัติการทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน รวมถึงปัญหาการเดินเรือ ในตะวันออกกลาง อย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ขึ้นไปยืนเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นระดับที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา

สถานการณ์นี้ ได้ส่งแรงกระตุ้น แบบสแตกเฟลชัน ไปทั่วทั้งตลาดโลก โดยดัชนีราคาผู้บริโภค ที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังกัดกร่อน กำลังซื้อของผู้บริโภค และบีบอัด อัตรากำไร ของภาคขนส่ง และสินค้าฟุ่มเฟือย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ปรับเพิ่ม คาดการณ์เงินเฟ้อโลก ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ขึ้นเป็น สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างอิงถึง แรงกดดัน จากราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ยืดเยื้อ

ความคงอยู่ของเงินเฟ้อนี้ กำลังทำให้ การคาดการณ์ เรื่องการลดดอกเบี้ย ของตลาด ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐ ยังคงส่งสัญญาณ คงนโยบายการเงินที่เข้มงวด และการตัดสินใจ ของธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็ถูกจับตามอง อย่างใกล้ชิด

ภายใต้ภาพรวมนี้ ตลาดกำลังเกิด ปรากฏการณ์ ตลาดรูปตัวเค อย่างชัดเจน โดยหุ้นกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน ได้รับแรงซื้อ เชิงโครงสร้าง ในขณะที่หุ้นอุตสาหกรรมทั่วไป ธนาคารนอกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ และหุ้นที่พึ่งพา ผู้บริโภค กำลังถูกขายทำกำไร

การที่ศาลสูงสุดสหรัฐ ยืนยัน ความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ ได้ขจัด ความเสี่ยงด้านท้ายกระจาย ออกไป แต่ไม่ได้ช่วยชดเชย แรงต้านจากราคาพลังงาน ที่เป็นปัจจัยหลัก ได้มากนัก

บรรยากาศการลงทุนในปัจจุบัน อยู่ในภาวะ ระมัดระวังและมีแนวโน้มเป็นลบ โดยเปลี่ยนจากมุมมอง เชิงบวกอย่างระมัดระวัง ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน การทะลุแนวต้าน หนึ่งร้อยดอลลาร์ ของน้ำมันเวสต์เทกซัส ประกอบกับการปรับเพิ่ม คาดการณ์เงินเฟ้อของไอเอ็มเอฟ และการขาด หนทางออก ทางการทูต ในความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ได้บั่นทอน ความอยากเสี่ยง ลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะนี้ กำลังเกิดการหมุนเวียน การลงทุนเชิงป้องกัน ไปยังกลุ่มพลังงาน หุ้นปัญญาประดิษฐ์บางตัว และถือเงินสด

สำหรับภาพรวมตลาด ดัชนีสำคัญเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยฟิวเจอร์สหรัฐ ปรับตัวลง จากความกังวล เรื่องดอกเบี้ย ตลาดหุ้นยุโรป ทรงตัว ดัชนีนิฟตี้ฟิฟตี้ บวกศูนย์จุดสามสี่เปอร์เซ็นต์ และตลาดดูไบ ปรับลง ตั้งแต่ศูนย์จุดหนึ่งแปด ถึงศูนย์จุดสามสองเปอร์เซ็นต์

ด้านตลาดตราสารหนี้ ผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไม่มีข้อมูลที่อัปเดต แต่คาดการณ์ว่า อยู่ในระดับสูง จากแรงกดดันเงินเฟ้อ

ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ ขณะที่น้ำมันพุ่งขึ้น จากความเสี่ยง ด้านอุปทานเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ส่วนดัชนีความผันผวน ยังไม่มีข้อมูล แต่คาดว่าปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับการวิเคราะห์ เชิงประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือความขัดแย้ง สหรัฐฯกับอิหร่าน และอุปทานพลังงาน ชะงักงัน

โดยราคาน้ำมัน ที่พุ่งขึ้นนี้ ส่งผลบวกต่อ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค อาทิ ปตท.สผ. ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ผ่านราคาขายที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ส่งผลลบต่อ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์ จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่บีบอัด

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อน จากภาระการนำเข้าพลังงาน ยังกระทบต่อ ผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน ในสกุลเงินดอลลาร์ อย่างบี.กริม พาวเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์

ผลกระทบที่คาดการณ์ คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และปิโตรเคมี จะได้ประโยชน์ในระดับสูง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ กลุ่มถ่านหิน อย่างบ้านปูและลานนา ได้ประโยชน์ จากอุปสงค์ ทดแทน ด้านกลุ่มสายการบิน และโลจิสติกส์ เผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสั้นๆ และผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ ถูกกดดันจากสองด้าน คือต้นทุนพลังงานสูง และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

กลไกการส่งผ่านนั้น ชัดเจน คืออุปทานน้ำมันที่ชะงัก ทำให้ต้นทุนนำเข้า ในระบบเศรษฐกิจจริง เพิ่มขึ้น กดดันผู้บริโภค และอัตรากำไรของบริษัท นอกกลุ่มพลังงาน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยังส่งผ่านไปยังดัชนีราคาผู้บริโภค ชะลอการลดดอกเบี้ย ของธนาคารกลาง และทำให้อัตราคิดลด สำหรับหุ้นเติบโตสูงขึ้น

資金ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย หนุนค่าเงินดอลลาร์แข็ง สร้างแรงกดดัน ซ้ำเติม ต่อตลาดเกิดใหม่ และสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีราคาเป็นดอลลาร์ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความสัมพันธ์ ระหว่างราคาน้ำมัน กับผลประกอบการ กลุ่มพลังงานและขนส่ง นั้นชัดเจนมาก

ประเด็นที่สอง คือการคงนโยบายเข้มงวด ของธนาคารกลางสหรัฐ และตลาดหุ้น รูปตัวเค

ธนาคารกลางสหรัฐ ยังส่งสัญญาณ เหยี่ยว ท่ามกลางเงินเฟ้อ จากพลังงานที่ยืดเยื้อ และคำตัดสินของศาลสูง ที่หนุนความเป็นอิสระ โดยปัจจัยเร่งต่อไป คือผลประกอบการ ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และจีดีพีไตรมาสสอง

จากประวัติศาสตร์ อัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น เป็นบวกต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่างกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และทหารไทยธนชาต แต่เป็นลบต่อผู้ให้กู้รายย่อย ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ

ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ลงโทษหุ้นเติบโต ที่มีระยะเวลายาว ยกเว้นในธีมปัญญาประดิษฐ์

ผลกระทบที่คาด คือกลุ่มแบงก์ใหญ่ ได้ประโยชน์ระดับกลาง ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากส่วนต่างดอกเบี้ยขาขึ้น ส่วนผู้ให้กู้รายย่อย เจอทั้งต้นทุนเงินทุนสูง และคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลง ในสภาพแวดล้อม แบบสแตกเฟลชัน

ขณะที่ตลาดหุ้นรูปตัวเค จะทำให้หุ้นปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ แยกตัวออกจากตลาดในวงกว้าง โดยมีปัจจัยหนุน จากการระดมทุนไอพีโอ ของอู่หนี่โรโบติกส์ ในตลาดสตาร์มาร์เก็ต และไชน่ารีซอร์ส นิวเอนเนอร์ยี่

ความเชื่อมั่นต่อกลุ่มแบงก์ใหญ่ และผู้ให้กู้รายย่อย อยู่ในระดับสูง ส่วนความยั่งยืน ของตลาดรูปตัวเค อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม การส่งผ่านเงินเฟ้อ และความตึงตัว ของภาคผู้บริโภคและพาณิชย์

ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลก มาที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยได้แรงหนุน จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภค และผลประกอบการ ของไนกี้และคอนสเตลเลชัน แบรนด์ส จะเป็นมาตรวัดสำคัญ

ในอดีต ราคาผู้บริโภคสูง และความเชื่อมั่นต่ำ เป็นลบต่อภาคค้าปลีกทั่วไป แต่การฟื้นตัว ของดัชนีราคา เป็นบวกต่อผู้ค้าปลีก ที่มียอดขายสาขาเดิมแข็งแกร่ง อย่างซีพีออลล์ ซีพีแอกซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา

ค่าเงินบาทอ่อน เป็นบวกต่อผู้ส่งออกอาหาร อย่างไทยยูเนี่ยน เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ไอ.ที.ซี. และ แอโรว์ แอกริคัลเชอรัล

ผลกระทบ คือค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย จะถูกบีบอัดปริมาณ จากค่าพลังงาน ที่เบียดบังรายได้ผู้บริโภค ส่วนผู้ส่งออกอาหาร จะได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน และสินค้าจำเป็น อย่างซีพีออลล์ จะมีความยืดหยุ่นสูง จากอุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่น

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สี่ การลงทุนเชิงโครงสร้าง ในปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความผันผวน

คำแนะนำของบลูเบลล์ ให้มุ่งเน้นหุ้นปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ เป็นแกนหลักพอร์ต ในตลาดรูปตัวเค โดยมีแรงหนุน จากการอนุมัติไอพีโอ และผลประกอบการ ที่จะประกาศ

สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮานา จะได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน ต่อรายได้ส่งออก

ในภาพรวม หุ้นปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังทำหน้าที่ เป็นพร็อกซี่ การเติบโต ที่ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุน มองว่า การเติบโตเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านอุปทาน เป็นจุดหมายที่ปลอดภัย กว่าความเสี่ยงวัฏจักร

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

สำหรับแนวทางการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง เรามองว่า ควร ลงทุนมากกว่าตลาด ในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน ขณะที่ ลงทุนน้อยกว่าตลาด ในกลุ่มขนส่ง พร้อมเลือกถือ หุ้นธนาคารใหญ่ และผู้ส่งออกเชิงป้องกัน

หุ้นที่น่าสนใจที่สุด คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่าง ปตท.สผ. ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี เพราะความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ชัดเจนที่สุด โดยระยะเวลาลงทุน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หรือจนกว่าจะมีข่าว การหยุดยิงที่น่าเชื่อถือ

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ คือกลุ่มที่ควร หลีกเลี่ยงที่สุด เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันโดยตรง

ในกลุ่มการเงิน ควรเลือก ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่างกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แทนที่จะเป็น ผู้ให้กู้นอกธนาคาร เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่ขยายตัวขึ้น จะช่วยหนุน ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อ ของผู้ให้กู้รายย่อย กำลังถดถอย

โดยสรุป เราให้น้ำหนักการลงทุนมาก ในกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารใหญ่ และผู้ส่งออกอาหาร ให้น้ำหนักน้อยลง ในกลุ่มขนส่ง สินเชื่อรายย่อย และผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ และใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง โดยการเข้าซื้อหุ้นพลังงาน และขายชอร์ตหุ้นสายการบิน

ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ พัฒนาการ การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสอง ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐและญี่ปุ่น และความสามารถของน้ำมัน ในการยืนเหนือระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือความตึงเครียดยืดเยื้อ น้ำมันแกว่งตัว ในกรอบเก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย ตลาดรูปตัวเค ยังอยู่ กลุ่มพลังงานเด่นกว่า

กรณีบวก มีโอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือการบรรลุข้อตกลง หยุดยิงทางการทูต ราคาน้ำมันร่วงลงสิบถึงสิบห้าดอลลาร์ กลุ่มที่เคยถูกกดดัน ฟื้นตัวแรง

กรณีลบ มีโอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ ตลาดหุ้นร่วงแปดถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ เงินสดเป็นสินทรัพย์ ที่ปลอดภัยที่สุด

ดังนั้น ข้อสรุปสำคัญ คือ ผู้ผลิตพลังงาน เป็นการลงทุน ระยะยาวที่มั่นใจที่สุด อันดับสอง สายการบินและโลจิสติกส์ เผชิญแรงกดดัน รุนแรงที่สุด อันดับสาม ธนาคารใหญ่ เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง จากดอกเบี้ยขาขึ้น อันดับสี่ ตลาดรูปตัวเค เป็นโครงสร้างระยะยาว และอันดับห้า เงินเฟ้อโลก ที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ กำลังยืนยันแรงกดดัน ด้านราคา ที่จะจำกัดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

สุดท้าย การติดตามข่าวหยุดยิง คือตัวเร่งที่ทรงพลังที่สุด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญ กับ แรงกระทบ สองทาง พร้อมกัน นั่นคือ การโจมตี ทางทหาร ระหว่าง สหรัฐ และ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

และ ในเวลาเดียวกัน การปรับลด มูลค่า ของหุ้น เทคโนโลยี และ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ อย่างรุนแรง ทำให้ ตลาดหุ้นแนสแด็ก เข้าสู่ ภาวะปรับฐาน อย่างเต็มตัว

สถานการณ์นี้ สร้าง แรงกดดัน เงินเฟ้อ ฝั่งอุปทาน ควบคู่กับ การเทขาย หุ้น เติบโตสูง ก่อให้เกิด ความเสี่ยง แบบ สแตกเฟลชัน หรือ ภาวะ เงินเฟ้อสูง ควบคู่ เศรษฐกิจถดถอย ที่เราไม่เห็น มาตั้งแต่ ต้นปี สองพันยี่สิบสอง

กลไก การส่งผ่าน ชัดเจน คือ ราคาพลังงาน ที่สูงขึ้น ดันให้ เงินเฟ้อ พุ่งสูง ซึ่ง ทำให้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตร ระยะยาว สูงขึ้น กดดัน มูลค่า หุ้นเติบโต และ หุ้นเทคฯ ที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย

สัปดาห์หน้า เรามี การประชุม ธนาคารกลาง สำคัญ สามแห่ง ได้แก่ เฟด บีโออี และ บีโอเจ ตลาดคาดการณ์ ว่า เฟด จะคง อัตราดอกเบี้ย แบบ ฮอว์คิช และมีโอกาส ปรับขึ้น ในเดือนกันยายน

ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ต่อเนื่อง เป็น วันที่สี่ ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่เหนือ หนึ่งร้อยหนึ่ง จุด สร้างแรงกดดัน ต่อ ตลาดเกิดใหม่ และ สินค้าโภคภัณฑ์

นี่คือ ระบอบ การลงทุน แบบ ลดความเสี่ยง และ เพิ่มค่าความเสี่ยง ทาง ภูมิรัฐศาสตร์ สภาพคล่อง กำลังไหลออก จาก หุ้นเติบโต ไปยัง พลังงาน หุ้นปลอดภัย และ เงินสด

บรรยากาศ ตลาด ตอนนี้ อยู่ใน โหมด ระมัดระวัง และ มีแนวโน้ม ขาลง อย่างชัดเจน ความเชื่อมั่น ย่ำแย่ลง อย่างรวดเร็ว ใน สี่สิบแปด ชั่วโมง ที่ผ่านมา

หลังจาก ตลาด เกิดคำถาม ถึง ผลตอบแทน การลงทุน ด้าน เอไอ แม้ อัลฟาเบท จะให้ มุมมอง แง่บวก แต่ไม่สามารถ หักล้าง กระแสเงินสด ที่พลาดเป้า ของ เทสลา และ การปรับลด คาดการณ์ รายได้ ของ ไอบีเอ็ม

ขณะที่ สถานการณ์ สหรัฐ-อิหร่าน ก็ร้อนแรง ขึ้นทุกขณะ เงินดอลลาร์ พุ่ง และ น้ำมัน พุ่ง เป็น สัญญาณอันตราย แบบ ปลายวัฏจักร

ดัชนีความกลัว วีไอเอ็กซ์ และ ดัชนีมูฟ ในตลาดตราสารหนี้ ต่างพุ่งสูง สะท้อน ความไม่แน่นอน ของอัตราดอกเบี้ย

ภาพรวม ตลาด วันนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐ เอสแอนด์พีห้าร้อย ปรับลดลง มากกว่า หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แนสแด็ก ลดลง สองเปอร์เซ็นต์ และ ดาวโจนส์ ลดลง มากกว่า สองร้อยจุด

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น นิกเคอิ สองสองห้า ปรับขึ้น สามร้อยแปดจุด แปดสี่ หรือ บวกราว ศูนย์จุดสี่เจ็ด เปอร์เซ็นต์ ขานรับ ธีม โครงสร้างพื้นฐาน เอไอ

ฮั่งเส็ง ปรับลง หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ตามแรงเทขาย หุ้นเทคโนโลยี โลก

อัตราผลตอบแทน พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี พุ่งขึ้น กดดัน ราคาพันธบัตร และ พันธบัตรญี่ปุ่น ก็ปรับ ตัวสูงขึ้น เช่นกัน

ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ ราว หนึ่งร้อยจุด แปดห้า ถึง หนึ่งร้อยจุด เก้าเจ็ด บวกแล้ว สองจุดหก เปอร์เซ็นต์ นับแต่ต้นปี

ทองคำ ปรับตัวลง เพราะ แรงกดดัน จากดอลลาร์ แข็งค่า และ อัตราดอกเบี้ย แท้จริง ที่สูงขึ้น

น้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้น แตะระดับ สูงสุด ในรอบหลายเดือน เหนือ หนึ่งร้อย ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล รับค่า ความเสี่ยง อุปทาน จาก ภูมิรัฐศาสตร์

ดัชนี ความผันผวน วีไอเอ็กซ์ และ มูฟ ต่างปรับตัว สูงขึ้น สะท้อน ความต้องการ สินทรัพย์ ปลอดภัย

ประเด็น วิเคราะห์ เชิงลึก

ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหาร สหรัฐ-อิหร่าน และ แรงกระแทก ด้านอุปทาน น้ำมัน

ปฏิบัติการ โจมตี ของสหรัฐ ต่อเป้าหมาย ในอิหร่าน และภัยคุกคาม จากกลุ่มฮูตี ผลักดัน ราคาน้ำมันดิบ ขึ้นเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล

จากฐานข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้น ส่งผลบวก โดยตรง ต่อ กลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค ต้นน้ำ และครบวงจร ได้แก่ ปตท.สำรวจ และ ผลิต ปตท ไทยออยล์ และ เอสพีอาร์ซี

ขณะที่ กลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบ เชิงลบ อย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น ได้แก่ เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

กลไก ส่งผ่าน มีสามช่องทาง ช่องแรก เงินเฟ้อคาดการณ์ สูงขึ้น กดดัน ให้ ธนาคารกลาง คงนโยบาย เข้มงวด ดันผลตอบแทน พันธบัตรสูงขึ้น และกดดัน หุ้นที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย

ช่องที่สอง การใช้จ่าย ผู้บริโภค ราคาน้ำมันแพง เปรียบเสมือน ภาษี ต่อรายได้ กดดันหุ้นค้าปลีก และ ท่องเที่ยว

ช่องที่สาม กำไร ภาคธุรกิจ ภาคขนส่ง และการผลิต เผชิญ ต้นทุน ที่สูงขึ้น

ที่น่าสนใจ ทองคำ กลับปรับตัวลง แม้มีความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ เพราะปัจจัยหลัก คือ ดอลลาร์แข็งค่า และ การคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ย ที่แท้จริง เพิ่มขึ้น

ความเชื่อมั่นต่อประเด็นนี้ อยู่ในระดับ สูง เพราะ ความสัมพันธ์ น้ำมัน-พลังงาน และ น้ำมัน-ขนส่ง เป็นรูปแบบ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประเด็นที่สอง ข้อกังขา เรื่อง การลงทุน ด้าน เอไอ และ การปรับลดมูลค่า หุ้นเทคขนาดใหญ่

ความสงสัย เรื่อง ผลตอบแทน จากการลงทุน ในเอไอ จุดชนวน การเทขาย อย่างรุนแรง ในหุ้นเทค ระดับโลก

เทสลา รายงาน กระแสเงินสด พลาดเป้า และ ไอบีเอ็ม ปรับลด คาดการณ์รายได้ ก่อให้เกิด คำถาม ว่า การลงทุน มหาศาล จะคืนทุน จริงหรือไม่

แนสแด็กร่วง สองเปอร์เซ็นต์ เมื่อวานนี้ และหุ้นชิป ลดลง สี่จุดสาม เปอร์เซ็นต์ ในช่วงก่อนหน้า

ขณะที่ ตลาดหุ้นเอเชีย แบ่งขั้วชัดเจน นิกเคอิ ปรับขึ้นได้ จาก อานิสงส์ ความต้องการ ศูนย์ข้อมูล เอไอ ส่วนฮั่งเส็ง ปรับลงตาม แรงขาย หุ้นเทคโลก

การดีดตัว ของหุ้นไอพีโอ เอสเค ไฮนิกซ์ บวกยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ และการร่วงลง ของ ไมครอน และ มาร์เวล สะท้อนการกระจายตัว ภายในกลุ่ม

ความเชื่อมั่น ต่อแนวโน้มนี้ อยู่ในระดับ ปานกลาง เพราะ ข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต สำหรับหุ้นเทคสหรัฐ ยังจำกัด แต่ กลไก อัตราดอกเบี้ย- Valuation เป็นที่เข้าใจ อย่างดี

ประเด็นที่สาม สามเส้า ธนาคารกลาง ตรึงดอกเบี้ย ท่ามกลาง แรงกดดัน สแตกเฟลชัน เฟด บีโออี และบีโอเจ ประชุม สัปดาห์หน้า

ดอลลาร์แข็งค่า ต่อเนื่อง วันที่สี่ ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่เหนือ หนึ่งร้อยหนึ่ง หนุนโดย อัตราผลตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ

ข้อมูล แรงงานสหรัฐ ยังคง ขัดแย้งกัน โดย ตัวเลขจ้างงาน เอดีพี ชะลอตัว เดือนที่สี่ แต่ยอดขอรับ สวัสดิการ ว่างงาน กลับต่ำสุด ในรอบ ห้าสิบเจ็ดปี

ตลาด คาดการณ์ว่า เฟดคงดอกเบี้ย แต่เริ่มให้น้ำหนัก การขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน

จากฐานข้อมูล อัตราดอกเบี้ย ขาขึ้น เป็นบวก ต่อ หุ้นธนาคาร เพราะส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ย ขยับกว้างขึ้น ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และกรุงศรี

ขณะที่ เป็นลบ ต่อกลุ่มไฟแนนซ์ และสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และ เงินติดล้อ

เงินบาท ที่อ่อนค่า ตาม ดอลลาร์แข็ง ส่งผลลบ ต่อกลุ่ม ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้ สกุลดอลลาร์ ได้แก่ บี.กริม เพาเวอร์ จีพีเอสซี และกัลฟ์

แต่หนุน กลุ่มส่งออก อาหาร และ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอเทล เอเชียน อะไลอันซ์ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า เคซีอี ฮานา

อสังหาฯ และกองทรัสต์ เพื่อการลงทุน อ่อนไหว ต่อดอกเบี้ยสูง เช่นกัน

ความเชื่อมั่น ต่อ Correlations นี้ อยู่ในระดับ สูง

ประเด็นที่สี่ ความแตกต่าง ในตลาดแรงงาน ยอดขอรับ สวัสดิการ ต่ำสุด ในรอบ 57 ปี แต่ การจ้างงาน ชะลอตัวลง

นี่อาจเป็นสัญญาณว่า บริษัทต่างๆ ยังคง ตรึงพนักงานไว้ แต่หยุด การจ้างงาน เพิ่มเติม

ในอดีต ดัชนีราคาผู้บริโภค และความเชื่อมั่น ผู้บริโภค สัมพันธ์ เชิงบวก กับ กลุ่มค้าปลีก

หากตลาดแรงงาน อ่อนแอลง จะกระทบ การบริโภค และความเชื่อมั่น ในระยะต่อไป

ดังนั้น ในระยะสั้น ข้อมูล ขอรับสวัสดิการฯ ที่ต่ำ หนุนภาพ การลงจอด แบบนิ่มนวล และ หนุนค้าปลีก เช่น ซีพีออลล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา

แต่ยอดจ้าง เอดีพี ที่ชะลอ ส่งสัญญาณ ลบ ต่อการบริโภค ระยะกลาง

กลยุทธ์ การลงทุน ระยะสั้น

เพิ่มน้ำหนัก หุ้นพลังงาน น้ำมัน และก๊าซ โดยเฉพาะ กลุ่มต้นน้ำ และครบวงจร ปตท.สำรวจและผลิต ปตท ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี

ความเสี่ยง อุปทาน จาก สหรัฐ-อิหร่าน ไม่ใช่ แค่ ปัจจัยชั่วคราว ราคาน้ำมัน เหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ สร้าง แรงหนุน กำไร อย่างมีนัยสำคัญ

เพิ่มน้ำหนัก หุ้นธนาคาร ขนาดใหญ่ รับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่ขยายตัว จาก เฟด คงดอกเบี้ย แบบฮอว์คิช

ลดน้ำหนัก หรือ ป้องกันความเสี่ยง ในกลุ่มขนส่ง และสายการบิน เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ต้นทุนเชื้อเพลิง บั่นทอน กำไร โดยตรง

ถือ สถานะ ขาย อย่างระมัดระวัง ในหุ้นเทค เมกะแคป โดยเฉพาะ แนสแด็ก 100 เพราะ ปัจจัย ลบ จากทั้ง เอไอ อาร์โอไอ และ อัตราผลตอบแทน พันธบัตร สูง

ติดตาม ปัจจัย ชี้นำสำคัญ ได้แก่ ข่าว การหยุดยิง สหรัฐ-อิหร่าน ถ้อยแถลง เฟด ที่อาจเปลี่ยน ท่าที และ ตัวเลข ผู้ขอรับ สวัสดิการ ว่างงาน ครั้งถัดไป

สถานการณ์ ความเสี่ยง

กรณีฐาน โอกาส ห้าสิบห้า เปอร์เซ็นต์ สหรัฐ-อิหร่าน ตึงเครียด แต่ไม่ยกระดับ สู่สงครามเต็มรูปแบบ เฟด คงดอกเบี้ย น้ำมันดิบ ทรงตัว ที่ เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยห้า ดอลลาร์ กลยุทธ์ ถือพลังงาน และแบงก์ ขายเทค

กรณีบวก โอกาส ยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ การทูต คลี่คลาย น้ำมัน ร่วง ต่ำกว่า เก้าสิบ ดอลลาร์ เฟด ส่งสัญญาณ ลดดอกเบี้ย เอไอ ทำกำไร ได้ดี เกิด แรงซื้อ กลับ รุนแรง ในหุ้นเทค ต้องกลับ ทิศ พอร์ต ทันที

กรณีลบ โอกาส ยี่สิบห้า เปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้ง บานปลาย ปิดกั้น ช่องแคบ ฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง ทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบ ดอลลาร์ เฟด จำต้อง ขึ้นดอกเบี้ย ฉุกเฉิน เศรษฐกิจโลก ถดถอย ต้องถือ เงินสด ทองคำ เมื่อ ดอลลาร์อ่อน และ ลดหุ้น เหลือน้อยที่สุด

สรุป ประเด็นสำคัญ

หนึ่ง หุ้นพลังงาน คือ จุดยืน ระยะสั้น ที่มั่นใจที่สุด ความขัดแย้ง ทางทหาร และ ราคาน้ำมัน เหนือ หนึ่งร้อย ดอลลาร์ หนุน กำไร ผู้ผลิต

สอง หุ้นธนาคาร ได้ประโยชน์ โดยตรง จาก อัตราผลตอบแทน พันธบัตร สูงขึ้น และ เฟด คงดอกเบี้ย

สาม ขาย หรือ ลดพอร์ต สายการบิน และ โลจิสติกส์ ต้นทุน น้ำมัน เป็นลบ โดยตรง

สี่ หุ้นเทค ไม่ใช่ ขาลง ไปทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐาน เอไอ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ ซอฟต์แวร์ เปราะบาง ต้องแยกแยะ

ห้า ดอลลาร์สหรัฐ กำลัง แข็งค่า เป็น วันที่สี่ ซ้ำเติม แรงขาย ในสินทรัพย์ ตลาดเกิดใหม่ และ บริษัท ที่มีหนี้ สกุลดอลลาร์

หก ติดตาม จุดเปลี่ยน ตลาดแรงงาน อย่างใกล้ชิด หากยอดขอสวัสดิการ พุ่งขึ้น ภาพการลงจอด นิ่มนวล จะพังทลาย และต้องปรับ พอร์ต เชิงรับ ทันที

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า ไอ วี ซี อินเวสต์โซน ดอท เอ็ดดี เอไอ ดอท เทค สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ เรามีรายงานพิเศษ เจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ถูกกำหนดโดย แรงกระแทกด้านอุปทาน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ปะทะกับ แนวโน้มเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัวแต่ยังเปราะบาง

ความขัดแย้งทางทหาร ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ ขึ้นไปเหนือ แปดสิบเจ็ดดอลลาร์ สร้างแรงกระตุ้นเงินเฟ้อครั้งใหม่ ให้กับเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสำคัญ อย่างเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังมีการประชุมนโยบายสำคัญ สัปดาห์นี้

แรงกระแทกจากน้ำมันครั้งนี้ ลบล้างความหวัง ที่เกิดจาก ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยจุดกระแสคาดการณ์ว่า เฟดอาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว

ตลาดกำลังคาดการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน โดยมีแรงหนุนจาก ผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่า ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ

กลไกการส่งผ่าน เป็นไปตามตำรา ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น นำไปสู่ เงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น ธนาคารกลางต้องเข้มงวด อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง และกดดัน สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

ผลลัพธ์คือ ภาวะตลาดที่แบ่งขั้ว หุ้นกลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และการเงินบางส่วน ปรับตัวได้ดี ขณะที่ ภาคขนส่ง สินค้าฟุ่มเฟือย และหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว เผชิญแรงต้านอย่างมีนัยยะ

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ขจัดความเสี่ยงด้านการเมือง แต่ไม่สามารถหักล้าง แรงกระตุ้นของภาวะสแตกเฟลชัน ที่มาจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซได้

บรรยากาศความเชื่อมั่นโดยรวม ปรับเป็น ระมัดระวังและมีความกังวล หรือแนวโน้มขาลง หลังจากที่เคยเป็นบวกเล็กน้อย จากข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัว แต่ถูกตีกลับ จากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน ที่ยกระดับขึ้น และราคาน้ำมันเบรนท์ ทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์ ตลาดกำลังประเมินว่า อัตราดอกเบี้ย จะอยู่ในระดับสูง นานขึ้นกว่าเดิมมาก

มาดูภาพรวมตลาดการเงินกันบ้าง

ดัชนีดาวโจนส์ ทรงตัวที่ประมาณ ห้าหมื่นสองพันแปดร้อยจุด แม้มีแรงหนุนช่วงสั้นจากข้อมูลเงินเฟ้อ แต่ถูกจำกัดด้วยราคาน้ำมัน เอสแอนด์พีห้าร้อยและแนสแด็ก ฟื้นตัวหลังตัวเลขเงินเฟ้อ แต่มีแรงขายหุ้นเทค ในตลาดเอเชีย สะท้อนความเปราะบาง

หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ปรับตัวลงกว่า สามจุดยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดีย เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดหุ้นแคนาดา ทำจุดสูงสุดใหม่ ใกล้สามหมื่นห้าพันจุด นำโดยหุ้นเหมืองแร่และทองคำ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน กดดันราคาพันธบัตร ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ราคาทองคำ ปรับลดลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ประมาณ สี่พันสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ต่อออนซ์ ถูกกดดัน จากดอลลาร์ที่แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น

น้ำมันดิบเบรนท์ ดีดขึ้นแรง กว่าสี่เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดียว ขณะที่ดับเบิลยูทีไอ บวกขึ้น สามเปอร์เซ็นต์

เจาะลึกประเด็นสำคัญวันนี้ ประเด็นแรก การยกระดับความขัดแย้งทางทหารสหรัฐ-อิหร่าน และระบอบน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์

การโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูง ส่งผลดีโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป เอสพีอาร์ซี รวมถึงหุ้นถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนา

ในทางตรงข้าม ภาคขนส่งและสายการบิน ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรง จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ สายการบินเอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และธุรกิจโลจิสติกส์ เคอีเอ็กซ์

หุ้นในวงกว้าง ถูกกดดัน เพราะราคาน้ำมันเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์ เปรียบเหมือนภาษีผู้บริโภค บั่นทอนการใช้จ่าย และเพิ่มต้นทุนการผลิต

ส่วนทองคำ ในระยะสั้น ถูกกดดัน จากดอลลาร์แข็ง และการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย แต่หากความขัดแย้งขยายวง อาจกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ประเด็นที่สอง ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง ท่าทีที่แข็งกร้าวของเฟด กำลังถ่วงรั้งอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก

การประชุมของเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงการกล่าวถ้อยแถลงของ ประธานเฟด เควิน วอร์ช ต่อสภาคองเกรส เป็นตัวแปรสำคัญ

การส่งสัญญาณว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อ สำคัญกว่าตลาดแรงงาน ทำให้ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ หุ้นธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หนุนรายได้ดอกเบี้ยรับ ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ ถูกกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

หุ้นเติบโตและเทคโนโลยี ถูกกระทบหนัก เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้น กดมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต แรงขายหุ้นเทคในเอเชีย สะท้อนภาพนี้ได้ดี

พันธบัตรและตราสารหนี้ ยังคงเผชิญแรงเทขาย จากอัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง ด้านค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่อง จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ดึงดูดเงินทุน

ประเด็นที่สาม ความหวังเงินเฟ้อชะลอตัว กลายเป็นเพียงภาพลวงตา

ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ที่ต่ำกว่าคาด เคยจุดประกายความหวัง แต่ถูกบดบัง อย่างรวดเร็ว ด้วยแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน

ภาคค้าปลีกและพาณิชย์ ได้รับผลกระทบที่หลากหลาย กำลังซื้อที่ฟื้นตัว ถูกหักล้างด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เป็นผลให้สุทธิแล้ว อาจเป็นลบเล็กน้อย ต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก

ตลาดหุ้นเอสแอนด์พีห้าร้อยและแนสแด็ก ถูกตรึงไว้ในกรอบ โดยมีแนวโน้มไปทางขาลง เพราะข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อ ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนท่าทีของเฟดได้

ทองคำระยะสั้น มองในแง่ลบ เพราะความต้องการป้องกันความเสี่ยงลดลง และอัตราผลตอบแทนแท้จริงที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สี่ ตลาดหุ้นยุโรป ถูกบีบจากน้ำมัน ธนาคารกลาง และดอลลาร์

ตลาดหุ้นยุโรป ปรับลดลง จากภาระราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ร่วงลงกว่าร้อยละสาม แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวบ้าง

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด ต่อการหยุดชะงักของน้ำมันในตะวันออกกลาง เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ต้นทุนที่สูงขึ้น นำไปสู่ เงินเฟ้อนำเข้า กดดันให้ธนาคารกลางยุโรป ต้องเข้มงวดทางการเงิน และฉุดรั้งตลาดหุ้นให้ซบเซา

จากข้อมูลและสัญญาณทั้งหมด นำไปสู่มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ดังนี้

เราแนะนำให้ เน้นลงทุนใน กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงกลุ่มธนาคาร ที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ หลีกเลี่ยงหรือลดน้ำหนัก ในกลุ่มขนส่ง สายการบิน และหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง คือการถือสถานะ ซื้อดอลลาร์สหรัฐ และขายยูโร

ประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ การยุติหรือผ่อนคลายความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งจะกลับทิศการค้าน้ำมัน ท่าทีของประธานเฟด วอร์ช ที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาด ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน โอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ น้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบ เก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์ เฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน สินทรัพย์เสี่ยงอ่อนตัว กลยุทธ์คือ ถือพลังงานและการเงิน ลดขนส่งและเทค

กรณีดี โอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้งผ่อนคลาย น้ำมันลดต่ำกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์ เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย ตลาดปรับตัวขึ้นแรง โดยกลุ่มเทคและสายการบินฟื้นตัว

กรณีร้าย โอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้งขยายวง กระทบช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่งไปหนึ่งร้อยยี่สิบถึงหนึ่งร้อยห้าสิบดอลลาร์ เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน เศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย ควรเพิ่มเงินสด ป้องกันความเสี่ยงด้วย ทองคำ และหุ้นกลุ่มพลังงาน

สรุปสาระสำคัญวันนี้

ราคาน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ คือตัวแปรหลัก ที่ล้มล้างภาพเงินเฟ้อชะลอตัว และบังคับให้ธนาคารกลาง ต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ควรจัดพอร์ต โดยเพิ่มน้ำหนักพลังงาน และลดการขนส่ง

หุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์ที่หายาก จากดอกเบี้ยขาขึ้น รายได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น เป็นปัจจัยหนุน

การขายหุ้นเทค และหุ้นเติบโต ยังมีแนวโน้มต่อไป ตามอัตราคิดลดที่สูงขึ้น

ทองคำที่ร่วงลงมาใกล้ สี่พันสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ เป็นสิ่งที่อธิบายได้ แต่ก็เปราะบาง หากความขัดแย้งปะทุ จะดึงดูดเงินทุนไหลเข้า

ตลาดหุ้นยุโรป เป็นภูมิภาคที่อ่อนแอที่สุดในเชิงโครงสร้าง จากสามปัจจัยกดดัน

การตัดสินใจของธนาคารกลาง และถ้อยแถลงของประธานเฟด สัปดาห์นี้ คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ หากมีเซอร์ไพรส์เชิงผ่อนคลาย อาจจุดประกายการรีบาวด์ แต่เป็นเพียงระยะสั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกโมงเช้า เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกโมงเช้า เจ็ดนาที

เริ่มต้นกันที่ภาพรวมตลาดโลกนะครับ ความตึงเครียดทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระดับมหภาค ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตลาดพลังงานโลก และจุดชนวนให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ในตลาดหุ้นทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาบริติชเบรนต์ จะทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานนี้ ยังได้จุดชนวนความวิตกกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้ออีกครั้ง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อโลกประจำปีสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ขึ้นไปอยู่ที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเป็นผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

ทางด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ยี่สิบสามกรกฎาคม โดยดัชนีแนสแด็กทรุดตัวลงถึงสองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยร่วงลงหนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลดลงศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวอย่างรุนแรง ของราคาหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี ที่มีระยะเวลาคงเหลือของกระแสเงินสดสูง ต่อสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต้องอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

เรามาดูกันที่หัวข้อวิเคราะห์เชิงลึกและผลกระทบล่วงหน้ากันนะครับ หัวข้อแรกคือ การเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงาน วิกฤตการโจมตีที่เพิ่มขึ้นนี้ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท เพิ่มขึ้นเจ็ดจุดสองเจ็ดเปอร์เซ็นต์ต่อสัปดาห์ โดยคาดว่าราคาบริติชเบรนต์จะทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในแง่ผลกระทบต่อตลาดทุนนั้น ราคาน้ำมันดิบ มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรง กับหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินอย่างบ้านปู และลานนา ซึ่งจะได้ประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้นและส่วนต่างการกลั่น ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอกซ์ จะเผชิญกับผลกระทบเชิงลบโดยตรง จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะไปกดดันอัตรากำไร

หัวข้อที่สอง การประชุมตัดสินใจนโยบายของธนาคารกลางที่สำคัญ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งล้วนมีกำหนดจะประกาศนโยบายในช่วงสัปดาห์นี้ โดยมีฉากหลังที่ซับซ้อนขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง และการที่ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ไปที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูง มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรง กับหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น แบงก์คอกแบงก์ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาติ และกรุงศรี ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือเอ็นไอเอ็ม ในทางกลับกัน อัตราดอกเบี้ยที่สูงจะส่งผลเชิงลบ ต่อหุ้นกลุ่มการเงินรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล เงินติดล้อ และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น แสนสิริ เอพี สุภาลัย แอล.เอช. เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ลดลง

หัวข้อที่สาม ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ ของบริษัทเทคโนโลยีและเอไอ สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญ โดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือบีไอเอส ได้ออกมาเตือนว่าการลงทุนด้านเอไอที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกทางการเงิน เมื่อต้นทุนแอบแฝงเริ่มปรากฏให้เห็น สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดลต้า เคซีอี ฮานา มีความอ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทที่อ่อนค่าจะหนุนรายได้จากการส่งออก อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่ทั่วโลก ลดการถือครองความเสี่ยงจากความวิตกเรื่องอัตราดอกเบี้ย รูปแบบในอดีตแสดงให้เห็นว่า หุ้นเทคฯ และหุ้นเติบโต มักจะถูกเทขายอย่างหนัก โดยไม่สนใจปัจจัยบวกจากค่าเงิน

หัวข้อสุดท้าย วัฏจักรเศรษฐกิจแบบรูปตัวเค และความแข็งแกร่งของบางตลาดเกิดใหม่ ถึงแม้ทั่วโลกจะมีสัญญาณลดความเสี่ยง แต่ผลประกอบการของธนาคารไทย กลับออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ที่อนุมัติวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท ให้กับปตท. เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สะท้อนถึงความมั่นใจภายในประเทศ

สำหรับบทสรุปการลงทุนที่น่าสนใจ ในภาวะเช่นนี้คือ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นผู้ผลิตพลังงาน เช่น พีทีทีอีพี ปตท. บ้านปู และลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่ง เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส เป็นกลยุทธ์ทางยุทธวิธี ที่น่าสนใจในระยะสั้นหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ในขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ จากโอกาสในการขยายตัวของส่วนต่างดอกเบี้ย

สุดท้ายนี้ต้องจับตาดูปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ได้แก่ ถ้อยแถลงของเฟด การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น ผลประกอบการบริษัทเทคฯ ด้านเอไอ และความเคลื่อนไหวของสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

ในช่วงการซื้อขายล่าสุด ตลาดหุ้นทั่วโลก เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีแนสแดค ดิ่งลงถึง สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลดลง หนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์

และ ดาวโจนส์ ลดลง ศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์

ตลาดกำลังตอบสนอง ต่อสองปัจจัยลบ ที่ซ้ำเติมกัน

หนึ่ง คือ ความกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่กลับมาแรงอีกครั้ง

หลังจากที่ ธนาคารกลางยุโรป ยังคงเดินหน้าจุดยืนสายเหยี่ยว

และ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เตรียมแถลงต่อสภาคองเกรส

สอง คือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน

การที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลก ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ขึ้นมาเป็น สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์

โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นผลจากการหยุดชะงักของพลังงานในตะวันออกกลาง

ตอกย้ำให้เห็นภาพ ภาวะเงินเฟ้อสแต็กเฟลชัน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก

ในอดีต สถานการณ์แบบนี้ ที่เงินเฟ้อจากพลังงาน มาพร้อมกับท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลาง

มักจะลงโทษ หุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และเป็นคุณต่อ กลุ่มผู้ผลิตพลังงาน

การร่วงลงของ ตลาดหุ้นฟุตซี่ หนึ่งร้อย ในวันนี้ ก็สะท้อนภาพนั้นเช่นกัน

โดยกลุ่มพลังงาน และเภสัชภัณฑ์ปรับตัวลง ขณะที่หุ้นกลุ่มความมั่นคง ปรับตัวขึ้น

นี่คือการหมุนเวียนกลุ่มหุ้น ที่บ่งชี้ถึง การตั้งราคาส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

คำถามสำคัญ สำหรับนักลงทุนคือ การเทขายหุ้นเทคโนโลยีครั้งนี้ เป็นโอกาสในการซื้อ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการลดมูลค่าที่ลึกกว่านี้

สำหรับภาพรวมของตลาดวันนี้ เรากำลังอยู่ในสภาวะ แรงกดดันเงินเฟ้อสแต็กเฟลชัน และส่วนชดเชยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ความเชื่อมั่นโดยรวม โน้มเอียงไปในทาง ระมัดระวังเชิงลบ ทรุดลงจากจุดยืนที่เป็นกลางเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมอย่างชัดเจน

การดิ่งลงผิดปกติของแนสแดค ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง

พร้อมกับการปรับตัวลงพร้อมกัน ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และยุโรป

และ การที่ธนาคารกลางยุโรป เชื่อมโยงการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ย กับเงินเฟ้อที่มาจากพลังงานโดยตรง

ล้วนเป็นสัญญาณว่า ความเห็นพ้องเรื่องการลงจอดนุ่มนวล กำลังถูกท้าทาย

ภาพตลาดรูปตัวเค ที่ บลูเบลล์เคยตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อต้นเดือน คือหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ จะทำผลงานโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม

ขณะนี้กำลังถูกทดสอบ อย่างหนัก จากแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ย

และการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มความมั่นคง ในตลาดฟุตซี่ หนึ่งร้อย เป็นเครื่องยืนยัน ถึงการย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ภายในตลาดหุ้น

มาดูตัวเลขเคลื่อนไหวของตลาดที่สำคัญกันครับ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดลบ ศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์

เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลบ หนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์

แนสแดค คอมโพสิต ลบ สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์

ตลาดหุ้นฟุตซี่ หนึ่งร้อย ปิดลบต่อเนื่องเป็นวันที่สอง จากแรงขายหุ้นพลังงานและเภสัชภัณฑ์ ขณะที่หุ้นกลุ่มความมั่นคงปรับขึ้น

ส่วนตลาดหุ้นไทย ยังคงแข็งแกร่ง ดัชนี ปิดบวก ศูนย์จุดสองหกเปอร์เซ็นต์ มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบจุดสองหนึ่ง โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน

ด้านราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ เจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ด ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงรายวัน สองจุดสามแปดเปอร์เซ็นต์ แต่เพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ และนับจากต้นปี ยังคงบวกอยู่ ยี่สิบสี่จุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร สกุลเงิน และดัชนีความผันผวน ไม่มีข้อมูลในวันนี้ครับ

มาติดตามกันต่อที่ประเด็นสำคัญ การลดมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี ที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ตัวกระตุ้นคือ การร่วงลง วันเดียว สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ของแนสแดค ซึ่งมากกว่าการปรับลงของดาวโจนส์กว่าสองเท่าตัว

ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และสัญญาณจากธนาคารกลางยุโรปว่า การขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน ยังอยู่บนโต๊ะ

แม้เครื่องมือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเรา จะไม่มีข้อมูลโดยตรง เกี่ยวกับภาคเทคโนโลยี

แต่กลไกพื้นฐานนั้นชัดเจน การใช้อัตราคิดลดที่สูงขึ้น จะกดมูลค่าปัจจุบันของ หุ้นเติบโตที่มีระยะเวลานาน อย่างรุนแรง

ผลกระทบที่คาดการณ์ จึงเป็นลบต่อหุ้นเทคโนโลยี และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก ในกรอบเวลา ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง และ หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ เตือนว่า การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่พุ่งสูง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะล่มสลายทางการเงิน

ในทางกลับกัน สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

ซึ่งเป็นบวกต่อ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และ ทีเอ็มบีธนชาต

แต่กลุ่มสินเชื่อเพื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และ เงินติดล้อ จะเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

ประเด็นต่อมา เรื่องความเสี่ยงด้านพลังงาน จากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน

เหตุการณ์ล่าสุด อิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตี เตรียมสกัดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐอเมริกา โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

เครื่องมือวิเคราะห์ของเรา แสดงให้เห็นกฎที่ชัดเจนว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค

ได้แก่ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ เอสพีอาร์ซี

นอกจากนี้ ราคาถ่านหินที่สูงขึ้น ก็เป็นบวกต่อ บ้านปู

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบเชิงลบ

เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จะกดทับอัตรากำไร

ที่น่าสนใจคือ การอนุมัติวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ ให้แก่ ปตท. เมื่อวันที่ยี่สิบเอ็ด กรกฎาคมที่ผ่านมา

นับเป็นการยืนยันจากสถาบันการเงิน ถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มพลังงานในระยะนี้

ความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือทะเลแดง ยังไม่ได้ถูกสะท้อนไปในราคาน้ำมันเต็มที่ การลดลงของราคาน้ำมันรายเดือน เป็นเพราะตลาดมองว่า อุปสงค์จะลดลง

แต่หากมีการขัดขวางการขนส่งเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง และป้อนกลับไปยังเงินเฟ้อ สร้างวงจรลบที่ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายเข้มงวดยิ่งขึ้น

มาที่ฝั่งยุโรปกันบ้าง ธนาคารกลางยุโรป มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดในสัปดาห์นี้

แต่ยังคงเปิดประตูกว้าง สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

โดยอ้างถึงราคาพลังงานที่พุ่งสูง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญ

การขึ้นดอกเบี้ยในยุโรป ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐยังรอดูข้อมูล อาจทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออกยุโรป

ตลาดหุ้นฟุตซี่หนึ่งร้อย ก็สะท้อนการหมุนเวียนกลุ่มหุ้นดังกล่าวแล้ว หุ้นพลังงานและเภสัชภัณฑ์อ่อนตัว แต่หุ้นเหมืองแร่และความมั่นคงปรับขึ้น

ประเด็นสุดท้าย ว่าด้วยตลาดรูปตัวเค ระหว่างหุ้นปัญญาประดิษฐ์ กับ การหมุนเข้าพลังงาน

บลูเบลล์ เคยให้คำแนะนำให้เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ แม้ธนาคารกลางจะส่งสัญญาณเข้มงวด

แต่การเทขายแนสแดคในวันนี้ คือบททดสอบแนวคิดนั้น

เราจึงอาจเห็นการปรับเปลี่ยนขาขึ้น จากฝั่งหุ้นเทคโนโลยี มายังกลุ่มพลังงาน และความมั่นคงมากขึ้น

และหากแรงขายในหุ้นเทคโนโลยียังดำเนินต่อไป ผลกระทบต่อเนื่อง อาจไปถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล และกดดันหุ้นสาธารณูปโภคได้เช่นกัน

จากกฎความสัมพันธ์ที่มีอยู่ และกระแสข่าววันนี้ เราสามารถสรุปจุดยืนการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูงได้ดังนี้

หนึ่ง: ให้น้ำหนักการลงทุนเกินตลาดในหุ้นผู้ผลิตพลังงาน ได้แก่ พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ เอสพีอาร์ซี

โดยมีปัจจัยหนุนจากการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน การปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

และวงเงินสินเชื่อก้อนใหญ่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ให้กับ ปตท. กรอบเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

สอง: ให้น้ำหนักเกินตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกรุงไทย

จากแนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ขยายตัว และผลประกอบการล่าสุดที่ออกมาดี

สาม: ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด หรือป้องกันความเสี่ยงในกลุ่มสายการบินและขนส่ง ได้แก่ เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์

จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และความเสี่ยงเส้นทางทะเลแดง

และสุดท้าย: ทยอยลงทุนในหุ้นกลุ่มความมั่นคง ตามสัญญาณการหมุนเวียนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับสิ่งต้องจับตา คือถ้อยแถลงของธนาคารกลางยุโรป สถานการณ์ในทะเลแดง ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกา และการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายวอร์ช

ในส่วนของภาพความเสี่ยง จำลองเป็นสามกรณี

กรณีฐาน โอกาสเกิด ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ แต่ไม่บานปลายถึงขั้นปิดกั้นทะเลแดง

ธนาคารกลางคงนโยบายเข้มงวด ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวไซด์เวย์ หรืออ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยหุ้นพลังงานทำผลงานดีกว่าเทคโนโลยี

กรณีบวก โอกาสเกิด ยี่สิบเปอร์เซ็นต์: สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรเทาความขัดแย้ง ผ่านช่องทางการทูต

ราคาพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยกลับมา หนุนหุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัวแรง พลังงานจะทำผลงานไม่ดี

กรณีลบ โอกาสเกิด ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์: การขนส่งในทะเลแดงถูกตัดขาด ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอทะยานเกินเก้าสิบดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกลางยุโรปขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ตลาดหุ้นโลกเทขายพร้อมกัน คำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นจริง

ในกรณีนี้ ต้องถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย หลีกเลี่ยงหุ้นเติบโตทั้งหมด

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้

หนึ่ง: การร่วงลงของแนสแดค เปรียบเสมือนนกขมิ้นในเหมืองถ่านหิน บ่งบอกว่าความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยกลับมามีอำนาจเหนือเรื่องราวการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ควรลดการลงทุนในหุ้นเติบโต

สอง: ผู้ผลิตพลังงาน เป็นผู้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด จากสภาพแวดล้อมมหภาคในปัจจุบัน

สาม: หุ้นกลุ่มธนาคารไทย เป็นตัวป้องกันความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ดี

สี่: กลุ่มสายการบินและขนส่ง เผชิญแรงกดดันสองด้าน

ห้า: การตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรปในเดือนกันยายน จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาตัวถัดไป

หก: การปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มความมั่นคงในยุโรป ส่งสัญญาณว่าส่วนชดเชยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กำลังถูกปรับราคาใหม่อย่างมีโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชั่วคราว

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

เริ่มต้นกันที่ ภาพรวมตลาดการเงินโลก ในวันนี้ ต้องบอกว่า ถูกปกคลุมด้วยความกังวล เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเข้มข้นครับ

โดยปัจจัยหลัก ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้า ของภูมิทัศน์ความเสี่ยงโลก ก็คือ การเผชิญหน้าทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งได้เพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เข้าไปในสินทรัพย์เกือบทุกประเภท ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนกลไกการส่งผ่านสองทาง กล่าวคือ มันกระตุ้นความกลัวเงินเฟ้อ ซึ่งดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวดีดตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เข้าไปกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

การบรรจบกันของ การรีเซ็ตมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี โดยดัชนีแนสแด็กปรับตัวลง ประมาณ สองเปอร์เซ็นต์ อัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางการทหาร ได้ผลักให้ระบอบการลงทุน ของตลาด เปลี่ยนเข้าสู่โหมด หลีกเลี่ยงความเสี่ยง จากภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเด็ดขาด โดยมีกลิ่นอายของ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อสูง ปะปนอยู่

สถานการณ์นี้ สะท้อนรูปแบบในอดีต ที่เหตุการณ์อุปทานน้ำมัน ในตะวันออกกลาง หยุดชะงัก ซึ่งนำไปสู่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูง และตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงพร้อมกัน บีบอัดอัตราส่วนราคาต่อกำไร ในขณะที่หนุนผลงาน ของหุ้นกลุ่มพลังงาน ให้โดดเด่นขึ้นมา

สำหรับมุมมอง ในระยะ ศูนย์ถึง สี่สิบแปด ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตลาดมีแนวโน้ม ให้น้ำหนักกับ การถือครองสินทรัพย์เชิงรับ โดยกลุ่มพลังงาน จะทำผลงานได้ดีกว่า ขณะที่หุ้นเติบโต และเทคโนโลยี ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันครับ

ในส่วนของมาตรวัด อารมณ์ตลาดนั้น เราย้ายมาอยู่ในโหมด ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นขาลง เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นกลาง โดยแรงขายเกิดจาก การแลกเปลี่ยนทางการทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ภาวะผู้นำของหุ้นเทคฯ ที่เริ่มพังทลาย และนักลงทุนพันธบัตร ที่กลับมาทวงถาม ส่วนชดเชยเงินเฟ้อ อย่างแข็งขัน

มาดูภาพรวมตลาด ในแต่ละประเภทสินทรัพย์กันครับ ตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างเอสแอนด์พี ห้าร้อย ปรับลงมากกว่า หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ขณะที่แนสแด็ก หนึ่งร้อย ดิ่งลงเกือบ สองเปอร์เซ็นต์ เกิดแรงเทขาย หุ้นเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอัลฟาเบท และเทสลา ที่ร่วงลงอย่างหนัก จากความกังวลเรื่อง การใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ ทางฝั่งเอเชีย ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับลง หนึ่งจุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก และความกลัว การประเมินมูลค่าด้านเอไอ

แต่ในทางกลับกัน ดัชนีนิกเคอิ สองสองห้า ของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นได้ ศูนย์จุดสี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในช่วงเช้า โดยได้แรงหนุนจาก ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเอไอ อย่างไรก็ตาม การดีดตัวของอัตราผลตอบแทน และราคาน้ำมัน ก็เป็นตัวถ่วง การปรับขึ้น ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ปรับขึ้น ศูนย์จุดแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ จากความพยายามของทางการจีน ในการพยุงตลาดหุ้น

ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวของสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงาน ทางด้านพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุสิบปี ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ จากความกังวลว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะดำเนินนโยบายการเงิน ให้เป็นปกติ

ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ และเบรนท์ ต่างปรับตัวสูงขึ้น จากส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านอุปทาน หลังการเผชิญหน้า ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน น้ำมันจึงเป็นสินทรัพย์ดาวเด่น ในช่วงนี้ แต่กลับกัน ราคาทองคำ กลับปรับตัวลดลง เพราะถูกกดดันจาก การคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จะยังคงจุดยืนนโยบายแบบเข้มงวด ต่อไปครับ

สำหรับการวิเคราะห์ ในเชิงลึก และผลกระทบ ที่จะตามมา มีประเด็นสำคัญ สี่ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ส่งผลต่อ อุปทานน้ำมัน และเงินเฟ้อครับ แรงกระตุ้นโดยตรง คือ การปะทะกันครั้งนี้ ได้ยกราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ให้สูงขึ้น โดยแรงกดดันราคาผู้ผลิต ในภาคพลังงาน ยังคงอยู่ แม้ว่าราคาผู้บริโภค จะส่งสัญญาณผ่อนคลายก็ตาม

ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำ อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ผ่านราคาขายที่สูงขึ้น และกำไรจากสต็อก ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น กลับไปกดดัน ส่วนต่างกำไรของภาคขนส่ง โดยเฉพาะสายการบิน อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น บริติช แอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์

นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งเป็นผลจากกระแสเงิน ที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไหลเข้าดอลลาร์สหรัฐ ก็จะยิ่งหนุน ผู้ส่งออกอาหาร อย่าง ไทยยูเนี่ยน เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น และเอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะส่งผลเสีย ต่อโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ อย่าง บี.กริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า คือ ผู้ผลิตพลังงาน มีแนวโน้มสดใสอย่างมาก จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ขณะที่สายการบินและขนส่ง เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ในระดับปานกลาง ส่วนผู้ส่งออกไทย ได้รับอานิสงส์บวกในระยะกลาง จากเงินบาทที่อ่อนค่า ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าจะได้รับผลลบ จากภาระหนี้ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูงขึ้น เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ต่อการวิเคราะห์นี้ ในระดับสูง ครับ

ประเด็นที่สอง การรีเซ็ตมูลค่า หุ้นเทคโนโลยีและเอไอ ที่ถูกบีบอัดจากอัตราผลตอบแทน ครับ แรงกระตุ้นหลัก มาจาก หุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงต่อเนื่อง นำโดยอัลฟาเบท และเทสลา ท่ามกลางความกังวล ค่าใช้จ่ายด้านเอไอ ประกอบกับ อัตราผลตอบแทนระยะยาว ที่พุ่งสูงขึ้น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงาน ตลาดหุ้นฮั่งเส็ง ก็ปรับลง ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก

ความสัมพันธ์ในอดีต สำหรับหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อย่าง แอปเปิล ไมโครซอฟท์ เอนวิเดีย และเทสลา นั้น ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์ทางตรง จากเครื่องมือที่ใช้ได้ แต่สำหรับผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทย เงินบาทอ่อนค่า ถือเป็นปัจจัยบวก อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่จากมูลค่าหุ้น หรืออัตราดอกเบี้ยโดยตรง

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด คือ หุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ และหุ้นในธีมเอไอ จะเผชิญกับแรงกดดันขาลง อย่างรุนแรงใน ระยะศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง เนื่องจากหุ้นเติบโตเหล่านี้ มีความอ่อนไหวต่อ ระยะเวลาถือครองสูง และเป็นเหยื่อรายแรกๆ เมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ปรับตัวสูงขึ้น เพราะมูลค่าปัจจุบัน ของกระแสเงินสดในอนาคต ถูกบีบอัด เมื่ออัตราคิดลดปลอดความเสี่ยง เพิ่มขึ้น

การส่งผ่าน คือ ความกลัวด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาน้ำมัน ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น นำไปสู่การเทขายพันธบัตร และอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ก็กลับมากดดัน อัตราส่วนราคาต่อกำไร ของหุ้นเทคฯ เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ในระดับปานกลางครับ

ประเด็นที่สาม ความแตกต่างของทิศทาง นโยบายธนาคารกลางทั่วโลก โดยเควิน วอร์ช เข้าให้การ ในฐานะประธานเฟด ซึ่งตลาดกำลังตีความ ข้อมูลเงินเฟ้อผู้บริโภค ที่ชะลอตัวลง กับเงินเฟ้อผู้ผลิต ที่ยังเหนียวแน่น ทางด้านธนาคารกลางแคนาดา คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ สองจุดยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ปรับตัวดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยน แนวทางนโยบายการเงิน หลังจากอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือเจจีบี พุ่งขึ้น สู่ระดับที่ไม่เคยเห็น ตั้งแต่ปี หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเจ็ด และเงินเยน ก็อ่อนค่าลง ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ สามสิบเก้าปีครึ่ง

ความสัมพันธ์ในอดีตบ่งชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง แบงก์อก กลาสีกรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา ผ่านการขยายตัว ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือเอ็นไอเอ็ม แต่จะส่งผลลบ ต่อกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เข้าไปบีบส่วนต่างกำไร ของสินเชื่อรายย่อย

สำหรับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ศุภาลัย และแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หรือมาตรการกระตุ้น เป็นผลบวก ดังนั้น สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูง จึงเป็นอุปสรรคสำคัญครับ

ประเด็นสุดท้าย ความพยายามของจีน ในการรักษาเสถียรภาพตลาดทุน ทางการจีนเพิ่มความเข้มข้น ในการพยุงตลาดหุ้น โดยกองทุนที่รัฐหนุนหลัง เพิ่มการถือครอง และให้คำมั่นว่าจะเข้าซื้อเพิ่มเติม ธนาคารกลางจีน คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แอลพีอาร์ ไว้เท่าเดิม

ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า การแข็งแกร่งของ ภาคการส่งออก และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือพีเอ็มไอ ของจีน ส่งผลบวก ต่อนิคมอุตสาหกรรม อย่าง อมตะ คอร์ปอเรชั่น และ ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึง แนวโน้มการขยายโรงงาน

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด ในระยะศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง คือ การเข้าซื้อของภาครัฐ จะเป็นเกราะรองรับ ทางยุทธวิธี ให้กับตลาดหุ้นจีน และอาจส่งผลบวกอย่างระมัดระวัง ต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ในภูมิภาคอาเซียน หากข้อมูลส่งออกของจีน ยังคงแข็งแกร่ง เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่นต่ำ เนื่องจากข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรง มีอย่างจำกัดครับ

จากข้อมูลทั้งหมด เราสามารถตกผลึก กลยุทธ์การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ได้ดังนี้ครับ

หนึ่ง ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด หรือ โอเวอร์เวท ในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน อาทิเช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นโดยตรง นี่คือห่วงโซ่เหตุและผล ที่ชัดเจนที่สุด และมีความเชื่อมั่นสูงสุด ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน สำหรับขอบเขตเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

สอง โอเวอร์เวท หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ เพราะการปรับตัวขึ้นของ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และสภาพแวดล้อมดอกเบี้ย ที่จะอยู่ในระดับสูงยาวนาน จะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ให้กับธนาคารโดยตรง ในขอบเขตเวลาระยะกลาง หนึ่งถึงสามเดือน

สาม ลดน้ำหนักการลงทุน หรือ อันเดอร์เวท และป้องกันความเสี่ยง ในกลุ่มขนส่งและสายการบิน โดยเฉพาะ เอเชีย เอวิเอชั่น บริติช แอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันส่วนต่างกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

และสี่ อันเดอร์เวท กลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ เพราะจะเผชิญกับ การบีบตัวของส่วนต่างกำไร ในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้น

ทริกเกอร์สำคัญที่ต้องจับตามอง คือ สัญญาณหยุดยิง หรือการลดระดับ ความรุนแรงของความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้ การลงทุนในกลุ่มน้ำมัน พลิกกลับอย่างรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยงนั้น เรามองกรณีฐาน ที่มีโอกาสเกิดสูงถึง ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ ความตึงเครียดยืดเยื้อ โดยยังไม่เกิดสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ จะแกว่งตัวในกรอบ แปดสิบห้า ถึง เก้าสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนยังคงสูง หุ้นเทคฯ ปรับฐานต่อไป โดยมีพลังงานและธนาคาร ทำผลงานได้ดีกว่า

แต่ก็มีโอกาส ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ดี หากเกิดความก้าวหน้า ทางการทูต หรือการหยุดยิง ราคาน้ำมันจะกลับตัวลงอย่างรวดเร็ว และหุ้นเติบโตจะกลับมาฟื้นตัว ขณะที่กรณีเลวร้าย มีโอกาส ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ เกิดสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ ตลาดหุ้นร่วงลง ห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และเงินทุนจะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างดอลลาร์ และทองคำครับ

สรุปใจความสำคัญในวันนี้ครับ พลังงานคือออเดอร์ซื้อ ที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด การรีเซ็ตมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี มีความเสี่ยงเฉียบพลัน ภาคธนาคารคือผู้ได้ประโยชน์ จากอัตราดอกเบี้ย และการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยน มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ ขณะที่โรงไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ จะได้รับผลกระทบครับ

สุดท้ายนี้ เราต้องจับตาดู ความแตกต่างของนโยบาย ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความผันผวนอย่างรุนแรง ในตลาดการเงินได้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำ วันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อย หกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำ วันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อย หกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

ภูมิทัศน์ เศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกปรับเปลี่ยน จากแรงกระแทก สองด้าน ต่อความน่าเชื่อถือ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ครับ

ด้านแรก คือ คำตัดสิน ของศาลฎีกาสหรัฐ เมื่อวันที่ยี่สิบเก้า มิถุนายน ที่คุ้มครอง ผู้ว่าการ เฟด ลิซ่า คุก ไว้ชั่วคราว จากการถูกประธานาธิบดีปลด และด้านที่สอง คือ ความวิตกในตลาด ต่อแผนการลดงบดุล มูลค่า หกจุดเจ็ด ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของนายเควิน วอร์ช

การแทรกแซง ทางการเมือง แบบนี้ ไม่เคยปรากฏ ในประวัติศาสตร์เฟดยุคใหม่ ทำให้เกิด ความเสี่ยงระดับสถาบัน เพิ่มเติมขึ้นมา จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายการเงิน ที่มีอยู่แล้วครับ

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียด ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังสร้างภาวะ ช็อกด้านอุปทานพลังงาน ดันราคาน้ำมันดีเซล พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การบรรจบกัน ของความน่าเชื่อถือเฟดที่ถูกกัดกร่อน ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน และความกังวล เรื่องการประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับเอไอ กำลังบีบอัด ความอยากเสี่ยง และเปลี่ยนทิศทางตลาด ไปสู่การลดความเสี่ยง อย่างระมัดระวัง ภายใต้แรงกดดัน เชิงสแตกเฟลชัน

ตลาดเกิดใหม่ กำลังแบกรับแรงกระทบ อย่างหนัก ครับ อินโดนีเซีย เสี่ยงถูกปรับลดระดับ สู่ตลาดฟรอนเทียร์ และดัชนีฮั่งเส็ง ก็ร่วงลง จากความวิตก ด้านการประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่สภาพแวดล้อม ที่มีตัวเร่ง เหตุการณ์เพียงจุดเดียว แต่เป็นเหตุการณ์ตึงเครียด หลายด้านพร้อมกัน ครับ

ด้านภาพรวมอารมณ์ตลาด ขณะนี้ อยู่ในโหมด ระมัดระวัง และลดความเสี่ยง แรงกดดันสแตกเฟลชัน เพิ่มขึ้น โดยมีความกังวล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ แทรกซ้อน

อารมณ์นักลงทุน ค่อนไปทางลบ อย่างระมัดระวัง โดยถดถอยลง จากช่วงปลายเดือนมิถุนายน ที่เป็นกลาง ถึงระมัดระวังเชิงบวก ครับ

มาดู ภาพรวมตลาดสำคัญ นะครับ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ ห้าหมื่นสองพัน แปดร้อยเจ็ดสิบหกจุด ลดลง ศูนย์จุดสามสาม เปอร์เซ็นต์ ในวันที่เจ็ด กรกฎาคม

ดัชนีแนสแด็ก อยู่ที่ สองหมื่นเก้าพัน แปดร้อยสิบหกจุด ลดลง หนึ่งจุดห้าสอง เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่หนึ่ง กรกฎาคม สะท้อนแรงกดดัน ในหุ้นกลุ่มเติบโต และเทคโนโลยี

ดัชนี สต็อกซ์ ยูโรป หกร้อย ปิดที่ หนึ่งพันเก้าร้อยหกจุด ลดลง หนึ่งจุดศูนย์สี่ เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียวกัน

ส่วน นิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย อยู่ที่ สองหมื่นสามพัน แปดร้อยแปดสิบสองจุด ร่วงลง สองจุดหนึ่งสอง เปอร์เซ็นต์ ในวันที่แปด กรกฎาคม ตามแรงขาย ในตลาดเกิดใหม่

ราคาทองคำ ปรับตัวลดลง ตามข้อมูล วันที่สิบสาม กรกฎาคม จากแรงกดดัน ของเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

ราคาน้ำมันดีเซล และน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้น จากความกังวล ด้านอุปทาน ในช่องแคบฮอร์มุซ ครับ

มาเจาะลึก ประเด็นสำคัญ กันครับ

ประเด็นแรก ความน่าเชื่อถือ เชิงสถาบันของเฟด ที่ถูกสั่นคลอน จากคำตัดสิน ของศาลฎีกา ที่คุ้มครอง ผู้ว่าการ ลิซ่า คุก ให้ดำรงตำแหน่ง ต่อไปชั่วคราว ระหว่างการฟ้องร้อง ต่อความพยายาม ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะปลดเธอ

สถานการณ์นี้ ทำให้เกิดความกังวล เรื่องการเมือง แทรกแซงนโยบายการเงิน อย่างรุนแรง

หากเปรียบเทียบ กับเหตุการณ์ในอดีต ช่วง ยุคประธานาธิบดีนิกสัน และ ประธานเฟดเบิร์นส์ ความน่าเชื่อถือ ที่ลดลงของธนาคารกลาง จะนำไปสู่ การคาดการณ์เงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น และ เส้นอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่ชันขึ้น

ผลที่คาดการณ์ คือ เป็นลบ ต่อหุ้นกลุ่มการเงิน และตลาดหุ้นในวงกว้าง เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอน ด้านนโยบาย จะกดดัน ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ของธนาคาร และเพิ่ม ส่วนชดเชยความเสี่ยง ของตลาดหุ้น

สำหรับตลาดไทย หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง เอส เอ ดับเบิ้ลยู เอ ดี เอ็ม ที ซี และ ที ไอ ดี แอล อาร์ จะถูกกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น ครับ

ประเด็นที่สอง การหยุดชะงัก ด้านอุปทานพลังงาน ในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดีเซล ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบ โดยตรง หลายทาง

ด้านบวก ชัดเจน สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน ต้นน้ำ และโรงกลั่น เช่น ปตท. สำรวจและผลิต ปิโตรเลียม หรือ พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี และ เอสพีอาร์ซี

ด้านลบ กระทบต่อ กลุ่มสายการบิน และขนส่ง อย่าง เอเอวี การบินไทย? … เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส บีเอ การบินกรุงเทพ? ผมขอพูดใหม่ ครับ เอเอวี คือ บางกอกแอร์เวย์ส บีเอ การบินกรุงเทพ และ เคอีเอ็กซ์ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง จะบีบอัดมาร์จิ้น โดยตรง

นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่า จากต้นทุนนำเข้าพลังงาน ยังเป็นลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ ได้แก่ บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ประเด็นที่สาม การประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี และเอไอ ทั่วโลก กำลังถูกตั้งคำถาม ครับ

ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับตัวลง ร้อยละหนึ่ง ในวันที่สิบเจ็ด กรกฎาคม ตามแรงขาย หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับ แนสแด็ก ที่ร่วงลง ก่อนหน้านี้

แรงกดดัน มาจากสามด้าน คือ อัตราคิดลดที่สูงขึ้น ต้นทุนพลังงาน ที่แพงขึ้น และการปรับฐาน การประเมินมูลค่า

อย่างไรก็ตาม มีจุดที่น่าสนใจ คือ ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ เสนอขายหุ้นไอพีโอ ในตลาดสตาร์ มาร์เก็ตของจีน ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า จีนยังหนุน ฮาร์ดแวร์เอไอ แม้ภาพรวมกลุ่ม จะอ่อนแอ

ประเด็นที่สี่ แรงกดดัน ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ที่เสี่ยงถูกลดสถานะ สู่ตลาดฟรอนเทียร์ จากเอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ส่งผลให้ ดัชนีจาการ์ตา คอมโพสิต ร่วงลง ร้อยละหนึ่งจุดห้า และนับจากต้นปี ขาดทุนสะสมถึง ร้อยละสามสิบสอง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ยังตรึงดอกเบี้ย ที่ ร้อยละห้าจุดเจ็ดห้า อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งที่เงินเฟ้อ อยู่ที่ ร้อยละสามจุดสามสี่ สะท้อน ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างเงินเฟ้อสูง กับเศรษฐกิจเปราะบาง

แรงขาย ได้ลามไปยังภูมิภาค โดยดัชนี นิฟตี้ห้าสิบ ของอินเดีย ร่วงลง สองจุดหนึ่งสอง เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียวกัน

ในแง่ผลกระทบต่อไทย เงินบาทที่อ่อนค่า จากแรง contagion ในอาเซียน กลับเป็นผลดี ต่อผู้ส่งออกไทย ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และกลุ่มอาหาร เช่น ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ

สำหรับ มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง

เรามองว่า ควรเพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นกลุ่มพลังงาน ต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี เอสพีอาร์ซี จากตัวเร่ง ชัดเจนเรื่องอุปทานน้ำมัน

รวมถึง เพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นผู้ส่งออกไทย ที่ได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน

และควร ลดน้ำหนัก หุ้นสายการบิน และขนส่ง อย่าง เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ และลดหุ้นการเงิน ในประเทศ ที่มีหนี้สิน ดอลลาร์สูง

พร้อมทั้ง ติดตามตัวเร่ง สำคัญอย่างใกล้ชิด ได้แก่ รายละเอียดแผนลดงบดุล ของวอร์ช ข่าวหัวข้อ ช่องแคบฮอร์มุซ การตัดสินใจ ของเอสแอนด์พี ต่อสถานะอินโดนีเซีย และข้อมูลเงินเฟ้อ สหรัฐ ครับ

สำหรับฉากทัศน์ ความเสี่ยง

กรณีฐาน โอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาความน่าเชื่อถือเฟด ยังมีอยู่ แต่ไม่บานปลาย พลังงานยังแพง แต่ไม่ถึงขั้นปิดล้อม อินโดนีเซีย ถูกจำกัดความเสี่ยง หุ้นแกว่งตัว ในกรอบ โดยกลุ่มพลังงาน และรับประกัน ยังเด่น

กรณีบวก โอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แผนวอร์ช ผ่อนคลายลง ความตึงเครียดในช่องแคบ คลี่คลาย ส่งผลให้เกิด แรงรีบาวด์ ในหุ้นเทค และตลาดเกิดใหม่

กรณีลบ โอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ วิกฤติ เฟดลุกลาม เกิดการปะทะ ทางทหาร ในฮอร์มุซ ดันน้ำมันดิบ เกิน หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ อินโดนีเซีย ถูกปรับลดระดับ จนเกิดวิกฤต ตลาดเกิดใหม่อาเซียน ให้ลดความเสี่ยง สูงสุดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

วันนี้เรามีรายงานพิเศษ ภาวะตลาดที่มีความซับซ้อนสูง

จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน

มาเริ่มกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนครับ

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ภาวะที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจน

การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

กำลังเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน

ส่งผลให้เกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

กดดันให้อัตราผลตอบแทนอายุสิบปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์

จากจุดสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน

ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ ภายใต้ประธานคนใหม่ นายเควิน วอร์ช

ได้เริ่มการทบทวนกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่

ครอบคลุมทั้งเรื่องการสื่อสาร งบดุลที่มีขนาดมหึมา หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการคำนวณแบบจำลองเงินเฟ้อ

สิ่งนี้กำลังอัดฉีดความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง เข้าสู่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

ท่ามกลางตลาดที่ยังคงคาดการณ์ การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้

นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้นไอพีโอของ ยูนิทรี โรโบติกส์ บนตลาดสตาร์มาร์เก็ต

มูลค่ากว่าหกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ

และคำแนะนำของบลูเบลล์ ให้ลงทุนเพิ่มในหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์

ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง พลวัตของตลาดรูปตัวเค

ที่เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นเติบโต

ในขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและพลังงาน ต้องเผชิญแรงกดดัน

ผลกระทบสุทธิ คือ การลดความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์

ภายในกรอบของตลาดกระทิงที่ยังมีโครงสร้างแข็งแกร่ง

โดยมีพันธบัตร และหุ้นคุณภาพดี คอยทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง

ต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของเฟด

สำหรับมาตรวัดความรู้สึกของตลาด

เราจัดอยู่ในโหมด ระมัดระวังเชิงลบ

ซึ่งปรับตัวลงจากระดับเป็นกลางเมื่อต้นสัปดาห์

ตัวเร่งสำคัญคือ เหตุการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

และการทบทวนนโยบายของเฟด ก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างให้กับตลาด

มาดูข้อมูลเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละประเภทกันบ้างครับ

ดัชนีอุตสาหกรรมสหรัฐ อยู่ที่ระดับ ห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสองจุด

บวกเล็กน้อย ศูนย์จุดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ดัชนียุโรป หนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันเก้าร้อยแปดจุด ค่อนข้างทรงตัว

ดัชนีนิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย อยู่ที่ สองหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบสามจุด บวก ศูนย์จุดสามสิบสี่เปอร์เซ็นต์

ดัชนีเอเอสเอ็กซ์ สองร้อย ของออสเตรเลีย ทรงตัว

ขณะที่ดัชนีแอฟริกาใต้ ท็อปโฟร์ตี้ ปรับตัวลง ศูนย์จุดสามสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี อยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์

ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบสองเดือน

ส่วนความผันผวน ยังไม่มีข้อมูลรายงาน

เรามาวิเคราะห์เจาะลึกสี่ประเด็นหลัก ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดกันครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

การโจมตีที่รุนแรงขึ้น กำลังคุกคามโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งพลังงาน

ส่งผลให้เกิดส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน

ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จะส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่น

เช่น ปตท. สำรวจและผลิต, ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง

ในทางกลับกัน จะส่งผลลบต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์

เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันอัตรากำไร

ความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูง

เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน

ประเด็นที่สอง การทบทวนกรอบนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

ภายใต้ประธานวอร์ช

การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ งบดุลขนาด หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการสื่อสารนโยบาย

สร้างความไม่แน่นอนต่อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์

อาจเผชิญกับสถานการณ์ ที่ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง

ซึ่งดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ

แต่ความไม่แน่นอนของนโยบาย จะจำกัดการขยายตัวของพีอีเรโช

ส่วนหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, ศุภาลัย

จะมีความเสี่ยงสูง เพราะผลลัพธ์ของการทบทวนมีสองด้าน

หากออกมาผ่อนคลายก็จะหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้ขึ้น

แต่หากเข้มงวดก็จะกดดันต่อเนื่อง

ประเด็นที่สาม โมเมนตัมของหุ้นเอไอและหุ่นยนต์

การเสนอขายหุ้นไอพีโอของยูนิทรี โรโบติกส์ และของสเปซเอ็กซ์ ในเดือนมิถุนายน

เป็นสัญญาณว่าเงินทุนสถาบัน ยังคงมีความต้องการหุ้นเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ลดลง

ยังช่วยหนุนมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต ของหุ้นเทคฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับกลางถึงต่ำ

เนื่องจากยังขาดข้อมูลความสัมพันธ์ของหุ้นเอไอรายตัวที่ชัดเจน

และประเด็นที่สี่ การรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง ของกลุ่มธนาคารวอลล์สตรีท

ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

คาดการณ์ว่ารายได้จากธุรกิจค้าหลักทรัพย์ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เพราะความผันผวนของตลาดที่สูง

แต่สิ่งสำคัญที่ตลาดจับตาคือ มุมมองของผู้บริหาร

ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย คุณภาพสินเชื่อ และการตั้งสำรอง

จากทั้งหมดนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจที่สุดในขณะนี้คือ

การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น

และลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มขนส่ง

ด้วยกรอบเวลาการลงทุน ศูนย์ถึงสี่สัปดาห์

หุ้นพลังงาน จะได้รับประโยชน์โดยตรง จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ในขณะที่หุ้นสายการบินและโลจิสติกส์ จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ การเข้าลงทุนในหุ้นเอไอและเทคฯ อย่างเลือกสรร ก็ยังมีความน่าสนใจ

จากปัจจัยหนุนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง

สำหรับสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ

หนึ่ง สัญญาณหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

สอง รายงานเบื้องต้นจากการทบทวนนโยบายของเฟด

และสาม คำแนะนำแนวโน้มจากซีอีโอของกลุ่มธนาคารใหญ่

โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินเชื่อ

เรามาประเมินความน่าจะเป็นของสถานการณ์กัน

กรณีฐาน มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะไม่บานปลาย

ราคาพลังงานมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงปานกลาง

ส่วนกรณีที่ดี มีโอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์

ที่เกิดการลดความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันจะร่วงลง และหุ้นกลุ่มการเงินจะปรับตัวขึ้นแรง

และกรณีที่เลวร้าย มีโอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

ความขัดแย้งอาจขยายวงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยสิบดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

เกิดภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจซบเซา

นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ทั้งหมด ยกเว้นพลังงานและทองคำ

สรุปใจความสำคัญอีกครั้งครับ

หนึ่ง หุ้นพลังงาน คือการลงทุนที่มีความมั่นใจสูงสุดในตอนนี้

สอง การชอร์ตกลุ่มขนส่ง เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เป็นธรรมชาติที่สุด

สาม การทบทวนนโยบายของประธานเฟดคนใหม่ คือปัจจัยแปรปรวนสำคัญที่ต้องจับตา

และสี่ พลวัตของตลาดรูปตัวเค ยังคงดำเนินต่อไป

และนี่คือปัจจัยและกลยุทธ์การลงทุน สำหรับภาวะตลาดที่ซับซ้อนในวันนี้ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสอง กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสอง กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

ครับ วันนี้ เรามี รายงานวิเคราะห์ สถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งถูกขับเคลื่อน โดยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ ความกังวล เรื่องการลด สภาพคล่อง ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ รอบช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้าง แรงกดดัน ด้านอุปทานน้ำมัน อย่างรุนแรง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส พุ่งขึ้น ถึง ร้อยละ ห้า จุด หก สาม ในวันเดียว ไปแตะ ที่ เจ็ดสิบสอง ดอลลาร์ สี่สิบเอ็ดเซนต์

ส่วน น้ำมันดิบเบรนท์ ก็ทะยานขึ้น ร้อยละ ห้า จุด แปด หนึ่ง ไปอยู่ที่ เจ็ดสิบหก ดอลลาร์ สิบแปดเซนต์ ครับ

ในจังหวะเดียวกัน ตลาดยังต้อง จับตา แผนการเร่ง ลดขนาดงบดุล ของเฟด ภายใต้การนำ ของ เควิน วอร์ช จากระดับ หกจุดเจ็ด ล้านล้าน ดอลลาร์ ซึ่งสร้าง ความวิตก เรื่องความผันผวน ในตลาด พันธบัตร เป็นอย่างมาก

และ ที่น่ากังวล ไม่แพ้กัน ก็คือ ค่าเงินเยน ที่อ่อนค่า ทะลุจุดต่ำสุด ในรอบ สี่สิบปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สะท้อน ความเสี่ยง เรื่องการ คลายสถานะ เยน แครี่เทรด อย่างรุนแรง ซึ่ง อาจจุดชนวน ให้เกิดการ เทขาย สินทรัพย์เสี่ยง ทั่วโลก ซ้ำรอยในอดีต ครับ

นอกจากนี้ ธนาคารกลาง หลายประเทศ ยังคงเดินหน้า สะสมทองคำ ต่อเนื่อง โดยใน เดือนพฤษภาคม มียอดซื้อสุทธิ สูงถึง สี่สิบเอ็ดตัน สะท้อนว่า สถาบันการเงิน ระดับโลก กำลัง ป้องกันความเสี่ยง จากความไม่แน่นอน ของสกุลเงิน หลัก อยู่

โดยภาพรวม ตลาดกำลัง อยู่ในโหมด ที่เรียกว่า Stagflationary Risk คือ เผชิญทั้ง เงินเฟ้อ จากต้นทุนพลังงาน และ สภาพคล่อง ที่ตึงตัว ขึ้นพร้อมกัน ครับ

ครับ สำหรับ มุมมองการลงทุน ในตลาดทุนไทย เราได้ประเมิน ผลกระทบ ต่อกลุ่มหุ้นต่างๆ ไว้ดังนี้

ประเด็นแรก วิกฤต ช่องแคบ ฮอร์มุซ

ส่งผลโดยตรง ต่อ กลุ่มพลังงาน ในเชิงบวก ครับ หุ้นที่ได้ประโยชน์ ทันที คือ ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี และ โออาร์ รวมถึงบ้านปู และลานนา ที่ได้อานิสงส์ จากราคาถ่านหิน ที่ขยับตาม

ในทางตรงข้าม กลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ จะได้รับ ผลกระทบ เชิงลบ จากต้นทุน น้ำมันเชื้อเพลิง ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ เอ เอ วี บี เอ และ เค อี เอ็กซ์ ครับ

ประเด็นที่สอง การปรับลด งบดุลของเฟด และความกังวล อัตราดอกเบี้ย

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ จากส่วนต่าง ดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ได้แก่ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และกรุงศรี

ส่วนกลุ่ม ไฟแนนซ์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และ ติดล้อ จะถูกกดดัน จากต้นทุน การเงินที่แพงขึ้น

รวมทั้ง กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และรีท เช่น ดับเบิ้ลยูเอช เอ อาร์ที อมตะ แอลเอชอาร์ รีท และอื่นๆ จะเผชิญ แรงกดดัน จากอัตราคิดลด ที่ปรับตัวสูงขึ้น ครับ

ประเด็นที่สาม ความเสี่ยง จาก เยน แครี่เทรด

หากเกิด การคลาย สถานะ อย่างรุนแรง จะทำให้ เงินบาท อ่อนค่า ซึ่งเป็นบวก ต่อกลุ่มส่งออกอาหาร อย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และ เอ เอ ไอ รวมถึง กลุ่มชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี และ ฮานา

แต่จะเป็นลบ ทันที ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน สกุลดอลลาร์ สูง ได้แก่ บีกริม จีพี เอส ซี และ กัลฟ์ ครับ

และ ประเด็นสุดท้าย การสะสมทองคำ ของธนาคารกลาง

เป็นการตอกย้ำ กระแส ลดการพึ่งพา ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบวก เชิงโครงสร้าง ต่อราคาทองคำ และสินทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องครับ

ครับ เมื่อประเมิน โอกาส และความเสี่ยง

กรณีฐาน ที่มีโอกาส เกิดสูงสุด ร้อยละ ห้า สิบ ห้า คือ สถานการณ์ ยังคุกรุ่น ราคาน้ำมัน ทรงตัวระดับสูง กลุ่มพลังงาน จะยังโดดเด่น

ส่วนกลุ่มขนส่ง ยังคงถูกกดดัน

กรณีที่ดี ที่สุด มีโอกาส ร้อยละ ยี่สิบ คือความขัดแย้ง คลี่คลาย ราคาน้ำมันลดลง และเฟดชะลอการลดงบดุล ตลาดหุ้น จะกลับมาเป็นบวก โดยมีกลุ่มธนาคาร และค้าปลีก นำตลาด

และ กรณีที่แย่ที่สุด โอกาส ร้อยละ ยี่สิบห้า คือ การปิดล้อม ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างรุนแรง น้ำมันพุ่งเกิน แปดสิบห้า ดอลลาร์ พร้อมกับ ตัวเลขเงินเฟ้อ สูงเกินคาด และเยน แครี่เทรด เริ่มถล่ม ตลาดเกิดใหม่ จะถูกเทขาย รุนแรง ครับ

ดังนั้น ข้อแนะนำ ในการจัดพอร์ต ช่วงนี้ คือ ให้น้ำหนัก กลุ่มพลังงาน เป็นแกนหลัก ครับ

และ ลดการลงทุน ในกลุ่มที่ เสียประโยชน์ จากต้นทุน น้ำมัน และดอกเบี้ย พร้อม จับตาสัญญาณ การเปลี่ยนแปลงของ สถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ ตัวเลขเงินเฟ้อ สหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ และทิศทางของ เงินเยน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพุธ ที่ ยี่สิบสอง กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา แปดนาที ครับ

ประเด็นหลัก ในตลาดวันนี้ คือ การกลับมาคึกคัก ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

โดยมีปัจจัยหนุน จากข้อมูลการส่งออกที่แข็งแกร่ง ของไต้หวัน และเกาหลีใต้

ซึ่งจุดชนวน ให้เกิดการปรับตัวขึ้น อย่างรวดเร็ว ของหุ้นผู้ผลิตชิป ในสหรัฐอเมริกา

ไม่ว่าจะเป็น เอ็นวิเดีย อินเทล ไมครอน และ แซนดิสก์

สถานการณ์นี้ เกิดขึ้นท่ามกลาง ฉากหลังของภาวะเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัวลง

ข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ในสัปดาห์ก่อน

ได้ช่วยลดความกังวล เรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และกดดันผลตอบแทนพันธบัตร ให้ปรับตัวลดลง

ซึ่งสร้างแรงหนุน ครั้งใหญ่ ในลักษณะที่เรียกว่า ภาวะโกลดิล็อกส์ ให้กับสินทรัพย์เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากปัจจัยมหภาค กำลังถูกหักล้าง อยู่บางส่วน

จากส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงอยู่

ซึ่งก่อให้เกิด ความผันผวน ในตลาดพลังงาน และจำกัด การปรับตัวขึ้น เต็มรูปแบบ ของสินทรัพย์เสี่ยง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ตลาดที่แบ่งออกเป็นสองขั้ว

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นเติบโต พุ่งขึ้น จากเรื่องราวการส่งออก และ AI

ขณะที่ตลาดที่อิงกับพลังงาน และอ่อนไหว ต่อภูมิรัฐศาสตร์ อย่างออสเตรเลีย และไทย มีการซื้อขาย อย่างระมัดระวัง

ตอนนี้ ตลาดกำลังรอ ดูผลประกอบการ ของอัลฟาเบท ซึ่งจะเป็นตัวเร่งตัวต่อไป

ในการพิสูจน์ยืนยัน แนวคิดเกี่ยวกับ ความต้องการ AI

สำหรับมาตรวัดสภาวะตลาด และความเชื่อมั่น

สภาวะตลาด ในปัจจุบัน คือ การเติบโต แบบเงินเฟ้อชะลอตัว โดยมีปัจจัยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทับซ้อนอยู่

ด้านความเชื่อมั่นของตลาด อยู่ในโหมด กระทิง อย่างระมัดระวัง

ปรับเปลี่ยน จากจุดยืนที่เป็นกลาง ก่อนหน้านี้

ตามข้อมูลพีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำ และความแข็งแกร่ง ของการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์

มาดูภาพรวม ตลาด ในแต่ละประเภทสินทรัพย์กัน ครับ

ในส่วนของตลาดหุ้น

สหรัฐอเมริกา ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย และแนสแด็ก ปรับตัวขึ้น นำโดยการปรับตัวขึ้น ของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์

ด้านออสเตรเลีย ดัชนีเอเอสเอ็กซ์ ลดลง ร้อยละศูนย์จุดห้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลง ติดต่อกัน เป็นวันที่สี่

ขณะที่ประเทศไทย ดัชนีเอสอีที ปรับขึ้น ร้อยละศูนย์จุดสามหนึ่ง ไปที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้า

โดยมีเม็ดเงิน ต่างชาติไหลเข้าสุทธิ ติดต่อกัน เป็นวันที่สิบ

ในส่วนของตราสารหนี้

อัตราผลตอบแทน พันธบัตรไทย อายุสิบปี อยู่ที่ ร้อยละหนึ่งจุดเก้าเก้า

ขณะที่พันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทน ปรับตัวลดลง ตามข้อมูลพีพีไอ

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์

น้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ อยู่ที่ เจ็ดสิบสาม ดอลลาร์หกสิบเก้าเซนต์ คิดเป็นบวก ร้อยละศูนย์จุดสองสอง ในรายวัน

แต่หากมองในรายเดือน ยังคงปรับตัวลดลง ถึงลบร้อยละสิบแปดจุดหนึ่งหก

ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ซื้อขายในกรอบ เจ็ดสิบสอง ดอลลาร์สี่สิบเจ็ดเซนต์ ถึง เจ็ดสิบหก ดอลลาร์สิบแปดเซนต์

โดยปรับตัวลดลง ในรายเดือน เช่นกัน ประมาณลบร้อยละสิบเก้า ถึงลบยี่สิบสาม

สำหรับราคาทองคำ ไม่มีข้อมูลราคา แต่มีบันทึกว่า ปรับตัวลดลง จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า

ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ จีเอสซีไอ อยู่ที่ หกร้อยสามสิบเก้าจุดเจ็ดเจ็ด ลดลงร้อยละหนึ่งจุดศูนย์เจ็ด ในรายวัน

โดยรวมแล้ว ยังคงเป็นภาพของ ความระมัดระวัง

ต่อไปเป็นการวิเคราะห์ ประเด็นสำคัญ และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ประเด็นแรก คือ การพุ่งขึ้น ของกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์

โดยข้อมูล การส่งออกของเอเชีย ได้ยืนยัน วัฏจักรอุปสงค์

จากข้อมูลในฐานข้อมูล พบว่า กลุ่มผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า

ได้รับผลประโยชน์โดยตรง จากกิจกรรมการส่งออก และเงินบาทที่อ่อนค่า

ซึ่งจะช่วยเพิ่มการรับรู้รายได้ ในรูปสกุลเงินบาท

ผลกระทบที่คาดการณ์ คือ เป็นบวก ต่อตลาด ด้วยขนาดที่สูง ภายในระยะเวลา ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง

สำหรับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ สหรัฐ อย่างเอ็นวิเดีย และอินเทล จะมีแรงส่งต่อเนื่อง ไปจนถึง การรายงานผล ประกอบการของอัลฟาเบท

ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า เป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง

ซัพพลายเชน AI ทั่วโลก จะได้รับแรงหนุน กระจายเป็นวงกว้าง

ความเชื่อมั่น ต่อแนวคิดการลงทุนนี้ อยู่ในระดับสูง

ประเด็นที่สอง คือ ตลาดน้ำมันดิบ

การปรับตัวลดลง รายเดือนอย่างรุนแรง สวนทางกับความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์

ราคาน้ำมัน ดับเบิลยูทีไอ ที่ลดลง ถึงลบร้อยละสิบแปด ในหนึ่งเดือน สะท้อนถึง ความกังวลด้านอุปสงค์

ที่กลบปัจจัย เรื่องความเสี่ยง ด้านอุปทาน จากภูมิรัฐศาสตร์

ความสัมพันธ์นี้ มีผลบวก โดยตรงกับผู้ผลิตพลังงาน อย่าง ปตท.สผ. ปตท. ท็อป และสตาร์ เปโตรเลียม

และมีผลลบ โดยตรงกับกลุ่มขนส่ง และสายการบิน อย่างเอเชีย เอวิเอชั่น และการบินกรุงเทพ

ผลกระทบที่คาดการณ์ จึงออกมาในลักษณะที่ผสมผสานกัน ภายในระยะเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ความเชื่อมั่น อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม คือ แรงหนุน จากการชะลอตัว ของเงินเฟ้อ

ข้อมูลพีพีไอ สหรัฐ ที่ต่ำกว่าคาด ได้ลดแรงกดดัน ให้ธนาคารกลางสหรัฐ ต้องขึ้นดอกเบี้ย

ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า อัตราผลตอบแทน พันธบัตรลดลง และกระแสเงินทุน ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ อย่างต่อเนื่อง

โดยประเทศไทย มียอดซื้อสุทธิ จากต่างชาติติดต่อกัน สิบวันทำการ

ผลกระทบนี้ จะเป็นบวก กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย อย่างธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์

เนื่องจากกระแสเงินทุน ไหลเข้าในฐานะหุ้นที่ยังปรับตัวช้ากว่าตลาด

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดู ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือเอ็นไอเอ็ม ที่อาจถูกกดดัน ในภาวะดอกเบี้ยขาลง

ขณะที่กลุ่มค้าปลีก อย่างซีพีออลล์ และเซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

จะได้ประโยชน์ จากกำลังซื้อที่แท้จริง ของผู้บริโภค และต้นทุนการจำนอง ที่ลดลง

ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ นอกธนาคาร อย่างศรีสวัสดิ์ และเมืองไทย แคปปิตอล ควรหลีกเลี่ยง

เพราะถูกกดดัน จากส่วนต่าง การปล่อยกู้ ที่ลดลง

ความเชื่อมั่นในธีมนี้ อยู่ในระดับปานกลาง ถึงสูง

ประเด็นสุดท้าย คือ ความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง

ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน ขาขึ้นของตลาดเกิดใหม่ และตลาดออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ก็หนุนราคาน้ำมัน ในระยะสั้น

ความเสี่ยงนี้ ส่งผ่านสามช่องทาง คือ ความเสี่ยง ด้านอุปทานน้ำมัน

กระแสเงินทุน ย้ายเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และความคาดหวัง ด้านเงินเฟ้อ

ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

จากทั้งหมดนี้ นำไปสู่แนวคิด การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง

คือ การให้น้ำหนักการลงทุนมากเกิน ให้กับกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ และผู้ส่งออก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกลุ่มพลังงาน ควรลดน้ำหนักลง ตามแนวโน้มราคาน้ำมัน ในรายเดือน

และเพิ่มน้ำหนัก การลงทุนเชิงกลยุทธ์ ในหุ้นกลุ่มธนาคาร ตามแรงหนุน ของกระแสเงินทุน

โดยกำหนดเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ สำหรับหุ้นเทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ไทย

หนึ่งถึงสองสัปดาห์ สำหรับการเข้าลงทุน เชิงกลยุทธ์ ในหุ้นธนาคารและค้าปลีก

และสองถึงสี่สัปดาห์ สำหรับการลดน้ำหนัก หรือปิดความเสี่ยง ในหุ้นพลังงาน

ท้ายที่สุด สถานการณ์สำคัญ ที่ต้องติดตาม

คือ ผลประกอบการของอัลฟาเบท การคลี่คลาย หรือยกระดับ ของความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง

และการประกาศ ตัวเลขเงินเฟ้อ ซีพีไอ ของสหรัฐ ในครั้งต่อไป

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟัง ยินดีต้อนรับสู่ Daily Economic News Voice Briefing ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ดิฉันขอเริ่มรายงานด้วยภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังตึงเครียดและแตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนค่ะ

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟัง ยินดีต้อนรับสู่ Daily Economic News Voice Briefing ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ดิฉันขอเริ่มรายงานด้วยภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังตึงเครียดและแตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนค่ะ

ตลาดโลกขณะนี้เหมือนถูกบีบด้วยคีมสองด้าน ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับคำขู่ที่จะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นไปแล้วกว่าร้อยละ 29.7 นับตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดอยู่แถวๆ 73 ถึง 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกด้านหนึ่งคือกระแสเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัว จากตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ระดับ 3.5% ต่อปี และดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI ที่ปรับตัวลดลงอย่างเหนือความคาดหมาย ภาพสองด้านนี้กำลังฉีกตลาดหุ้นออกจากกันเป็นสองแนวทางชัดเจน เราเห็นหุ้นกลุ่มพลังงานและโภคภัณฑ์ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมัน ในขณะที่หุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยีซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย กลับถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ยังคงวนเวียนอยู่แถว 4.55 ถึง 4.60 เปอร์เซ็นต์ กลไกการส่งผ่านเป็นไปตามตำราเลยค่ะ น้ำมันแพงขึ้นนำไปสู่การฟื้นตัวของคาดการณ์เงินเฟ้อ ดันให้บอนด์ยีลด์สูงขึ้น แล้วก็ไปบีบมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี สุดท้ายเงินทุนก็ไหลออกจากกลุ่มเทคฯ มาหมุนเข้าเซกเตอร์พลังงานแทน

สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางต่อไปคือข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในสัปดาห์นี้ และข่าวภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจพลิกตลาดได้ทุกเมื่อ เพราะโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อในเดือนกันยายนตอนนี้แกว่งไปมาระหว่าง 48 ถึง 71 เปอร์เซ็นต์ ตลาดจึงอยู่ในสภาพที่เรียกว่า cautious bearish หรือขาลงอย่างระมัดระวัง ฟิวเจอร์สหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณทรงตัวหลังจากสัปดาห์ก่อนหุ้นเทคฯ ร่วงแรง แต่แรงบวกก็ถูกจำกัดด้วยวงจรน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์-ยีลด์ที่ยังคงหมุนเป็นเกลียวกดดันต่อไป

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ เราเห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 ปรับขึ้น 1.2 เปอร์เซ็นต์ และ Topix บวก 0.8 เปอร์เซ็นต์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัว ตลาดจีนก็สดใสเช่นกัน Shanghai Composite บวก 0.85 เปอร์เซ็นต์ และ Hang Seng พุ่งขึ้นถึง 2.36 เปอร์เซ็นต์ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI กลับดิ่งลงถึง 4.46 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดเมื่อวานบวก 0.39 เปอร์เซ็นต์ที่ระดับ 1,627.90 จุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นแบงก์และพลังงาน

ทางด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปียังยืนเหนือ 4.55 เปอร์เซ็นต์ โดยช่วงสั้นๆ ร่วงลงไปแตะ 4.52 หลังตัวเลข CPI แต่ก็ดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อราคาน้ำมันพุ่งตามข่าวอิหร่าน ด้านอินเดียยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีก็ปรับขึ้นมาที่ 6.74 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนความกังวลเงินเฟ้อเช่นกัน

ในตลาดเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังข้อมูล CPI และ PPI ทำให้ DXY เคลื่อนไหวในกรอบ 100.85 ถึง 101.07 ยูโรแข็งค่าขึ้นไปที่ 1.145 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนทองคำยังถูกกดดันจากความกังวลว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้น โดยราคาย่อลงมาแถว 4,000 ถึง 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 73.7 ดอลลาร์ และดัชนี CRB ที่วัดราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมพุ่งขึ้นไปแล้วร้อยละ 25.2 นับจากต้นปี มาอยู่ที่ 468.89 จุด ด้านดัชนีความผันผวน VIX ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลอัปเดตค่ะ

และนี่คือพัฒนาการที่สำคัญและร้อนแรงที่สุดในวันนี้ — วิกฤตการทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ โดยสหรัฐฯ ได้กลับมาปิดล้อมทางเรือต่อเรืออิหร่านอีกครั้ง และอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะขัดขวางการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสั่งให้กองกำลังฮูธีเตรียมปิดกั้นทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เหตุการณ์นี้คือตัวจุดชนวนความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันอย่างแท้จริงค่ะ งานนี้มีนัยทางประวัติศาสตร์ชัดเจน เพราะทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและคุกคามเส้นทางเดินเรือน้ำมัน เราเห็นราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ปรับตัวขึ้นแรง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะผู้ผลิตและโรงกลั่นขาขึ้นตามไปด้วย ในตลาดไทยคือ PTTEP PTT TOP และ SPRC ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากราคาขายและมาร์จิ้นที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบทางลบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น อาทิ AAV BA และ KEX ค่ะ นักวิเคราะห์จากกรุงศรีคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าในกรอบ 33.30 ถึง 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนั่นจะช่วยหนุนผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ DELTA KCE HANA TU และ CPF แต่อาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนหนี้สกุลดอลลาร์ของกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM GPSC และ GULF ขณะที่ถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA ก็มีโอกาสขยับตามขึ้นไปในฐานะเชื้อเพลิงทดแทน

ส่วนทองคำนั้นกำลังถูกดึงสองทาง ระหว่างแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากสถานการณ์ตึงเครียด กับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงย่อลงมาทดสอบแนว 4,000 ดอลลาร์ ความเชื่อมั่นต่อธีมนี้อยู่ในระดับสูง เพราะเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลทั้งแน่นอนและกำลังถ่ายทอดสู่ราคาอย่างชัดเจน

มาต่อกันที่ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นภาวะสองขั้วของเฟดภายใต้ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนลงแต่ถูกท้าทายด้วยช็อกราคาน้ำมัน ดังที่กล่าวไป ตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ชะลอลงมากกว่าที่คาดไว้ที่ 3.5% ต่อปี และ PPI ก็ลดลงโดยไม่คาดคิดมาก่อน ทำให้นักลงทุนแปรความหมายครั้งแรกว่าเฟดน่าจะพักการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาน้ำมันพุ่งตามข่าวอิหร่าน ตลาดก็โยกกลับมากังวลว่าเฟดอาจถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ความน่าจะเป็นขยับขึ้นลงในกรอบ 48 ถึง 55 เปอร์เซ็นต์

ในอดีตนั้น อัตราดอกเบี้ยและยีลด์พันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงหรือคงตัวนานขึ้น จะเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยหรือ NIM ขยายกว้างขึ้น ได้แก่ BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY แต่ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และไฟแนนซ์รายย่อย เช่น SAWAD MTC และ TIDLOR จะเผชิญแรงกดดัน เพราะต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นไปบีบสเปรดของสินเชื่อรายย่อย นอกจากนี้ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REITs ก็โดนลบจากอัตราจำนองที่แพงขึ้นเช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ ตลาดอาจเผชิญภาวะ whipsaw หรือแกว่งตัวกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง เพราะตัวเลขเงินเฟ้อที่เป็นบวกชั่วคราว แล้วถูกกลบด้วยช็อกราคาน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อระยะเวลาคงทนของดอกเบี้ยย่ำแย่ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ และ REITs เฟดภายใต้การนำของประธาน Warsh ซึ่งยังเงียบในรายละเอียดเรื่องนี้ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน ความเชื่อมั่นของธีมนี้จึงอยู่ระดับปานกลาง เพราะข้อมูลมหภาคชัดเจน แต่ปฏิกิริยาของเฟดยังคาดเดายาก

ความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาต่อไปคือ การฟื้นตัวของกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เริ่มมีสัญญาณเสถียรภาพหลังจากร่วงหนักมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เราเห็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดกลับนำโดยหุ้นเทคฯ อีกทั้ง Unitree Robotics เตรียม IPO ในตลาด STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงสนับสนุนเทคโนโลยียังคงมีอยู่ รายได้จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Bluebell ยังคงย้ำว่าธีม ‘Back to the Future’ หรือการกลับมาของพลวัต AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยเฉพาะกับผู้ส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ในอดีต เมื่อค่าเงินบาทอ่อน มักจะช่วยหนุนรายได้ในรูปเงินบาทของผู้ส่งออก เช่น DELTA KCE และ HANA ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีดีมานด์จาก AI หนุนหลัง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น หุ้นเหล่านี้ยังคงได้รับแรงกดดันทางเทคนิคจากยีลด์สูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ภาพรวมยังดูผสมผสาน เรียกได้ว่าตลาดหุ้นกำลังเดินตามเส้นทางรูปตัว K โดยหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดทั่วไปหลังการเทขาย แต่ก็ยังอ่อนไหวมากหากยีลด์ดีดขึ้นแรง สัปดาห์นี้ตัวเร่งสำคัญคือรายได้ของ Alphabet และแนวโน้มการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI ในวันพุธนี้ ซึ่งจะเป็นสัญญาณนำทางให้กับกลุ่มเทคโนโลยีทั้งโลก ความมั่นใจในธีมนี้อยู่ในระดับปานกลาง เพราะแนวโน้มเชิงโครงสร้างแข็งแกร่ง แต่ความสัมพันธ์ระยะสั้นกับยีลด์ยังคงผันผวน

อีกหนึ่งพัฒนาการที่สะท้อนความแตกต่างของตลาดเอเชียอย่างมากในวันนี้ คือ ตลาดจีนที่วิ่งสวนทางกับการร่วงของเกาหลีใต้ โดย Shanghai Composite และ Hang Seng ปรับขึ้นแรง เราเชื่อว่าตลาดจีนได้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดหาพลังงานที่หลากหลาย ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันตะวันออกกลางน้อยกว่าเกาหลีใต้มาก ซึ่ง KOSPI ดิ่งลงกว่า 4 เปอร์เซ็นต์เพราะมีน้ำหนักของหุ้นเทคฯ และการส่งออกสูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยโลก ส่วนตลาดหุ้นไทยเราเหมือนอยู่ตรงกลาง โดยได้แรงหนุนจากหุ้นพลังงานและธนาคาร แต่ก็ยังเสี่ยงจากต้นทุนนำเข้าน้ำมันและความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ในบริบทไทยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ที่ฟื้นตัวจะหนุนหุ้นนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ขณะที่ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นก็อาจช่วยกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL CPN และ CRC ได้บ้าง แม้จะมีแรงกดจากเงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันเป็นตัวถ่วง ความเชื่อมั่นของธีมนี้ยังอยู่ระดับปานกลาง เพราะเสถียรภาพของจีนขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงผลกระทบลุกลามจากความขัดแย้งด้วย

หากมองวิเคราะห์ในภาพรวมสูงสุด คณะนักวิเคราะห์ประเมินว่า กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจและสมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้คือการใช้แนวทางแบบ barbell หรือยกน้ำหนักสองข้าง คือเน้นหนักไปที่หุ้นผู้ผลิตน้ำมันและโภคภัณฑ์ที่มีความสัมพันธ์บวกโดยตรงกับราคาน้ำมันดิบ ผสมกับการเลือกลงทุนในหุ้นธนาคารใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงยาวนาน พร้อมกับลดน้ำหนักในกลุ่มสายการบินและขนส่ง รวมถึงไฟแนนซ์รายย่อยซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่ทองคำยังมีบทบาทเป็นประกันความเสี่ยงเชิงยุทธวิธีบางส่วน

บทสรุปของภาพเศรษฐกิจวันนี้จึงอยู่ที่สมการระหว่างราคาน้ำมันและทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนโฉมหน้าพอร์ตการลงทุนได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่ยังเป็นความเสี่ยงหางยาว ถ้อยแถลงของประธานเฟด Warsh ในอนาคต ผลประกอบการของ Alphabet ที่จะมาถึง และสัญญาณหยุดยิงใด ๆ ที่จะทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ทั้งหมดนี้คือตัวแปรที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้าค่ะ

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

รายงานเสียงบรรยายข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 17 กรกฎาคม 2026

รายงานเสียงบรรยายข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 17 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานเสียงบรรยายข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ผมจะพาท่านไปสำรวจภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดในวันนี้

เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ของวันนี้ครับ เรากำลังเห็นตลาดการเงินโลกเผชิญกับแรงปะทะกันระหว่างสองปัจจัยมหภาคที่ทรงพลังอย่างมาก ด้านหนึ่งคือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI เดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกิดแรงซื้อกลับในตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย พร้อมกับที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปีร่วงลงมาอยู่ที่ระดับสี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา

แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง จากการโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังเรือพาณิชย์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจึงเห็นภาพตลาดที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน กลุ่มเทคโนโลยีและการเติบโตได้ประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับน้ำมันดูดซับส่วนเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไป ส่วนหุ้นกลุ่มขนส่งกลับได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ในอดีต สภาพแวดล้อมที่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานพลังงานที่หยุดชะงักแบบนี้ มักจะเอื้อต่อกลยุทธ์การลงทุนแบบยกน้ำหนักสองข้าง หรือที่เราเรียกว่าบาร์เบลสตราทีจี้ คือถือหุ้นเทคโนโลยียาว ๆ ควบคู่ไปกับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มพลังงาน คำถามสำคัญสำหรับช่วงสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้าก็คือ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซจะบานปลายไปมากน้อยเพียงใด เพราะช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่าสิบเจ็ดถึงยี่สิบล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐตอนนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรียกว่าระมัดระวังแต่ก็เป็นบวกมากขึ้น ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยปรับตัวขึ้นศูนย์จุดสี่เปอร์เซ็นต์ และแนสแดคบวกขึ้นหนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากแรงซื้อกลับเมื่อวันที่สิบห้ากรกฎาคม จากความหวังว่าเศรษฐกิจจะลงจอดอย่างนุ่มนวลหรือซอฟต์แลนดิ้ง แต่ตลาดตราสารหนี้กลับส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีที่ร่วงลงมาที่สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ รวมถึงแรงซื้อในพันธบัตรคุณภาพดีอย่าง bund และ JGB สะท้อนว่ายังมีกระแสเงินบางส่วนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย แสดงถึงความกังวลใต้ผิว

ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัว ดัชนี DXY อยู่ที่หนึ่งร้อยจุดแปดสิบเจ็ด ขณะที่ตลาดน้ำมันคือจุดสนใจหลัก น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่งขึ้นเจ็ดจุดสามเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ไปอยู่ที่ระดับเจ็ดสิบสามจุดหกเก้าดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นห้าจุดแปดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวไปที่เจ็ดสิบหกจุดสิบแปดดอลลาร์ ส่วนดัชนีความผันผวน VIX ยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ยังไม่ทะลุกรอบ สะท้อนความวิตกที่ควบคุมได้

มาเจาะลึกประเด็นแรกที่มีความสำคัญสูงสุดในวันนี้ครับ นั่นคือตัวเลข CPI ที่ออกมานุ่มนวลกว่าคาด ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการคาดการณ์นโยบายการเงินของเฟดไปอย่างมีนัยสำคัญ ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมระยะใกล้ลดลงอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่แนสแดคบวกขึ้นกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และทำไมหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง TSMC ถึงปรับตัวขึ้น เพราะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดในอนาคตไกลออกไป เมื่ออัตราคิดลดลดลง มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเหล่านั้นก็จะสูงขึ้น

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เราเห็นหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐปรับตัวลง แม้จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเพราะตลาดมองไปข้างหน้าว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารจะถูกบีบอัด จากการที่เส้นอัตราผลตอบแทนแบนราบลง ตามฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตของเรา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรมีผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากช่วยขยายส่วนต่างดอกเบี้ย ในทางกลับกันการที่ตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะไม่ขึ้นหรืออาจลดลงในอนาคต ก็จะส่งผลกดดันในทางตรงกันข้าม ซึ่งเรากำลังเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในตลาดวันนี้ครับ

ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดแคบ ก็จะส่งผลดีต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ นี่คือผลกระทบระลอกที่สองที่นักลงทุนควรติดตาม

ในด้านพลังงานครับ การโจมตีเรือพาณิชย์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เป็นชนวนให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในชั่วข้ามคืน ตามกฎความสัมพันธ์เดิมที่เรามี การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบมีผลกระทบเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTTEP, PTT, TOP, SPRC เนื่องจากราคาขายและกำไรที่สูงขึ้น และในทางตรงข้าม มีผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ตั้งแต่สายการบินไปจนถึงบริษัทเดินเรือ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงคือต้นทุนหลักในการดำเนินงาน

ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ รายงานข่าวกรองระบุว่าการเจรจาสันติภาพอิหร่านกำลัง “คืบหน้า” กระบวนการนี้จึงมีลักษณะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองขั้ว คือหากบรรลุข้อตกลง ส่วนเกินความเสี่ยงในราคาน้ำมันห้าถึงสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะหายไปแทบจะทันที แต่หากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจทะลุแปดสิบดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งเชิงพลวัตระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง จากประเด็น CPI กับอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ คือสิ่งที่นิยามความไม่แน่นอนของตลาด ณ เวลานี้ครับ

ย้ายความสนใจจากตะวันออกกลางไปที่เอเชียตะวันออกกันบ้าง เราพบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญมากในภาคธนาคารของญี่ปุ่นครับ ธนาคารยักษ์ใหญ่สามแห่งของญี่ปุ่นถูกคาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลรวมกันเกินสองล้านล้านเยนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติกำลังส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไปตามกฎเดียวกันกับที่เราใช้วิเคราะห์ธนาคารทั่วโลกครับ คืออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นขยายส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ น่าสนใจตรงที่นักลงทุนควรเริ่มมองเรื่องนี้ในบริบทที่กว้างกว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่น นั่นคือหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหรือ JGB ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พันธบัตรญี่ปุ่นอาจกลับมาแข่งขันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในการดึงดูดเงินออมของโลก ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันขาขึ้นต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในระยะต่อไปได้ เป็นแรงต้านทางอ้อมต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงจากธีม CPI ที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้

และสุดท้ายครับ ข่าวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะตัวหุ้น นั่นคือหุ้นของ SoftBank Group ร่วงลงอย่างรุนแรงถึงสิบเอ็ดจุดสามเปอร์เซ็นต์ หลังจากมีรายงานว่า OpenAI กำลังพิจารณาเลื่อนการเสนอขายหุ้น IPO ออกไปเป็นปี 2027 ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของนักลงทุน โดยเฉพาะ SoftBank ซึ่งทุ่มเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จำนวนมหาศาล ต้องล่าช้าออกไปอีก

ผลกระทบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวเป็นหลักครับ เพราะเราเห็นหุ้น AI ตัวอื่นอย่าง Palantir ยังคงปรับตัวขึ้นตามโมเมนตัมของอุตสาหกรรม ไม่มีการลามไปทั้งกลุ่ม แสดงว่าตลาดเข้าใจดีว่านี่คือปัญหาด้านจังหวะการระดมทุนและมูลค่าของ OpenAI ไม่ใช่ปัญหาพื้นฐานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม ก็ควรจับตาดูต่อไปว่าแรงขายนี้จะลามไปยังชื่ออื่น ๆ ในระบบนิเวศน์เงินร่วมลงทุนหรือไม่

ดังนั้น โดยสรุปภาพรวมของวันนี้ครับ โทนของตลาดถูกกำหนดด้วยความหวังว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงและเฟดจะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหนุนหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยง แต่ความหวังนั้นถูกถ่วงดุลด้วยความกังวลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่หนุนราคาน้ำมัน

สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะเฝ้าดูในช่วงหนึ่งถึงสองวันข้างหน้าคือสามประการ หนึ่ง ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน ซึ่งหากประสบผลสำเร็จจะกดดันราคาน้ำมันลงแรง สอง การแถลงของประธานเฟด แวดลอว์ ต่อสภาคองเกรส เพื่อจับสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสาม ผลประกอบการของ TSMC ที่จะออกมาเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอุปสงค์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจของตลาดเทคโนโลยี

นี่คือสมรภูมิเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน งดงาม และเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่เข้าใจมัน ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง สวัสดีครับ

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

Daily Economic News Voice Briefing — 20 กรกฎาคม 2026

Daily Economic News Voice Briefing — 20 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน โดยภาพรวมของวันนี้ เรากำลังเผชิญกับสองแรงปะทะกันอย่างชัดเจนในตลาดโลก ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังคุกรุ่นขึ้น และมีโอกาสส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบรายเดือนที่ทรุดตัวลงแรงเกือบยี่สิบถึงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สองปัจจัยนี้กำลังสร้างสมดุลที่เปราะบางและยากจะคาดเดา

เรามาเริ่มกันที่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ รายงานข่าวกรองระบุว่า ทางการอิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตีเตรียมพร้อมปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ในขณะที่การโจมตีตอบโต้ทางทหารระหว่างทั้งสองฝ่ายก็มีรายงานว่ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อตลาด เพราะการปิดกั้นทะเลแดงจะทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าต้องอ้อมไกลขึ้นมาก เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วในช่วงปีสองพันยี่สิบสามถึงสองพันยี่สิบสี่ ซึ่งส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานขึ้นมาทันที หากดูจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจะเกิดกับหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มขนส่ง กลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC จะได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีขนาดผลกระทบในระดับสูงในช่วงที่มีข่าวการหยุดชะงักของอุปทาน และกรอบเวลาผลกระทบจะอยู่ที่ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ หากมองไปข้างหน้าหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ผลกระทบจะยังคงอยู่แต่ลดลงมาอยู่ในระดับปานกลาง

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง AAV, BA และ KEX จะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับปานกลาง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่จะสูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัตรากำไรจากการดำเนินงานโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่น่าสนใจคือ กลุ่มเดินเรือสินค้าเทกองอย่าง PSL, TTA และ RCL มีโอกาสเป็นบวกทางอ้อม เนื่องจากดัชนีค่าระวางเรือ BDI มักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อมีความต้องการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

ที่น่าสนใจคือ เรากำลังเห็นสัญญาณที่ตลาดตอบสนองแตกต่างออกไปจากที่หลายคนคาดไว้ แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูง แต่ราคาทองคำกลับปรับตัวลดลง ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเลือกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักแทนที่จะเป็นโลหะมีค่า สะท้อนถึงมุมมองของตลาดที่แตกต่างไปจากอดีต

เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ จะเห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้ กำลังสร้างความเป็นไปได้ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานที่เกิดจากการปิดกั้นทะเลแดง จะมาปะทะกับแนวโน้มการหดตัวของอุปสงค์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าโอกาสที่การปิดกั้นจะเกิดขึ้นจริงยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นของการแสดงแสนยานุภาพมากกว่า

ต่อไปมาดูอีกด้านของสมการ นั่นคือราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในรอบเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณหกสิบเก้าถึงเจ็ดสิบสี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ในกรอบประมาณเจ็ดสิบสองถึงเจ็ดสิบหกดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อดูในรอบเดือน ราคาปรับตัวลงแรงถึงประมาณสิบแปดถึงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญมาก และสะท้อนถึงความกังวลว่าอุปสงค์กำลังอ่อนแอลง โดยมีรายงานเมื่อวันที่สิบกรกฎาคมที่ระบุว่าการลดลงสองเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว มาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาปะปนกัน

เมื่อราคาน้ำมันลงแรงขนาดนี้ กลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC จะได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากราคาขายที่ลดลง ซึ่งขนาดผลกระทบอยู่ในระดับสูง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังการกลับตัวที่รุนแรงเช่นกัน เพราะการลดลงมากขนาดนี้ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าซื้อเก็งกำไร โดยเฉพาะหากมีข่าวภูมิรัฐศาสตร์มากระตุ้น ในทางกลับกัน กลุ่มขนส่งอย่าง AAV และ BA จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงในระดับปานกลาง และกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าง CPALL, CPAXT และ CRC ก็อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ดีขึ้น

คำถามสำคัญคือ การลดลงของราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือเป็นเพียงการปรับฐานจากการเก็งกำไร? ในอดีต การลดลงของราคาน้ำมันรายเดือนในระดับนี้ มักเกิดควบคู่กับภาวะถดถอยที่ทำลายอุปสงค์ หรือไม่ก็เกิดจากอุปทานล้นตลาด เช่นในปีสองพันสิบสี่ถึงสิบห้าและปีสองพันยี่สิบ เมื่อประกอบกับสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด จึงมีน้ำหนักไปในทิศทางที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ภาวะนี้ยังช่วยกดเงินเฟ้อทั่วไปให้ต่ำลง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างจากตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีปรับตัวลงมาอยู่ที่สิบสี่จุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการคาดการณ์นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเด็นถัดไป เรื่องทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด และผลกระทบต่อตลาดหุ้นในมิติของความแตกต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Bluebell ได้ออกมาเตือนตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเกี่ยวกับสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด และแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ ในกรอบของตลาดหุ้นที่จะเป็นรูปตัว K หรือเติบโตแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจ

ความสัมพันธ์ในอดีตที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล คือผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร ในฝั่งของกลุ่มธนาคาร อย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นดีขึ้นตามไปด้วย ขนาดผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง และกรอบเวลาที่คาดว่าจะเห็นคือหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารหรือกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR จะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับปานกลางถึงสูง เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าผลตอบแทนจากสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ทำให้ส่วนต่างถูกบีบตัวโดยตรง นี่เป็นภาพสะท้อนที่ตรงกันข้ามกับกลุ่มธนาคารอย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์ที่ตลาดกำลังเห็นคือ การเติบโตแบบแยกขั้ว ที่ Bluebell ระบุไว้ โดยกระแสความสนใจในปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยแบบดั้งเดิม เราเห็นการออกหุ้น IPO ของ SpaceX ที่มีข่าวว่ามีมูลค่าสูงถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ และการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่คึกคักมาก ซึ่งยืนยันว่าตลาดทุนยังคงเปิดกว้างสำหรับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง

การเชื่อมโยงไปยังประเด็นถัดไป ภาครัฐของจีนก็กำลังดำเนินมาตรการเพื่อพยุงตลาดหุ้นของตัวเอง โดย China Reform Holdings และ China Chengtong ได้ประกาศแผนการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจกลาง โดยใช้เงินกู้รีไฟแนนซ์พิเศษและเงินทุนของตัวเองเมื่อวันที่สิบเก้ากรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรการแทรกแซงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นอย่างชัดเจน

แม้ว่าในฐานข้อมูลจะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างมาตรการนี้กับตลาดหุ้นไทย แต่เราสามารถมองหาผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ หากมาตรการกระตุ้นของจีนส่งผลให้อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้น กลุ่มพลังงานที่เชื่อมโยงกับถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA รวมถึงกลุ่มเกษตรที่เกี่ยวกับยางพาราอย่าง STA, NER และ TRUBB ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงบวก ขนาดผลกระทบอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง และกรอบเวลาผลกระทบจะอยู่ที่หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ นอกจากนี้ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ก็อาจได้ประโยชน์เช่นกัน หากดัชนี PMI และตัวเลขส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์จากจีน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความเชื่อมั่นต่อผลกระทบนี้อยู่ในระดับต่ำ เพราะการส่งผ่านผลจากจีนสู่ไทยเป็นไปในทางอ้อม และประสิทธิภาพของมาตรการแทรกแซงตลาดของจีนในอดีตก็ให้ผลที่แตกต่างกันไป การดำเนินการในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยพยุงมากกว่าที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน

เพื่อให้เห็นภาพรวมในมิติของสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในด้านตลาดตราสารหนี้โลก ไม่มีข้อมูลของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เราพอมีข้อมูลจากตลาดเกิดใหม่ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีของบราซิลปรับตัวลงสู่ระดับสิบสี่จุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรอายุห้าปีของไทยอยู่ที่ประมาณหนึ่งจุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายตามข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง

ในส่วนของตลาดสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่มีข้อมูลดัชนีดอลลาร์สหรัฐและอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ แต่เราทราบว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI อยู่ที่ระดับหกร้อยยี่สิบหกจุดเจ็ดเจ็ด โดยปรับตัวลดลงถึงเก้าจุดแปดหกเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งยืนยันแนวโน้มขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมได้เป็นอย่างดี

สำหรับข้อมูลตลาดหุ้นในกลุ่มดัชนีหลักอย่าง US500 Nasdaq STOXX และ Nikkei รวมไปถึงดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE Index นั้น ไม่มีข้อมูล

โดยสรุปภาพรวมในวันนี้ ตลาดกำลังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของสัญญาณและความเสี่ยงแบบสองด้าน ในฝั่งหนึ่งคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมจะปะทุและผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นได้ตลอดเวลา ในอีกฝั่งหนึ่งคือแรงกดถ่วงจากอุปสงค์ที่อ่อนแอซึ่งดึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินเฟ้อให้ลดต่ำลง สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป คือ พัฒนาการของสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มูซ ทิศทางถ้อยแถลงของเฟด รวมถึงผลประกอบการของภาคธนาคารและราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญในสัปดาห์หน้า

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียง — 18 กรกฎาคม 2569

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียง — 18 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงนะครับ

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญหนึ่งเดียว นั่นก็คือ การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น สร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ และจุดชนวนให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าแพง

ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันศุกร์ สอดคล้องกับแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ก่อนที่จะถึงการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ที่สำคัญมากของสหรัฐฯ

แน่นอนครับ ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ก็คือกลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวขึ้นมากกว่าร้อยละยี่สิบสี่นับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบก็มีสองด้านเสมอครับ ด้านหนึ่งผู้ผลิตมีอำนาจในการกำหนดราคาสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง บริษัทขนส่งและโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวนมาก กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยจีนซื้อทองคำเพิ่มอีกสิบห้าตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการย้ำถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ภาวะตลาดที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนครับ กลุ่มพลังงานและสถาบันการเงินบางแห่งแข็งแกร่งขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่หุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและภาคส่วนที่พึ่งพาเชื้อเพลิงกำลังเผชิญแรงต้าน

ภาพรวมตลาดตอนนี้ถูกจัดอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแนวโน้มของเงินเฟ้อที่หยุดนิ่งและเศรษฐกิจชะลอตัวแฝงอยู่ อารมณ์การลงทุนโดยรวมถือว่าอยู่ในแดนระมัดระวังและมีแนวโน้มไปทางลบ ปรับเปลี่ยนจากมุมมองที่เป็นกลางก่อนหน้านี้ครับ

เรามาดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาดในแต่ละสินทรัพย์กันนะครับ

ในส่วนของตลาดหุ้น ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง สะท้อนความรู้สึกเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET50 ฟิวเจอร์สของประเทศไทยเราปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน ซึ่งเป็นความรู้สึกในแง่บวกอย่างระมัดระวัง

ในตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุห้าปี ลดลงศูนย์จุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่หนึ่งจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ โดยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านบาท สะท้อนถึงทิศทางการย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่าสุดอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ดดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นรายสัปดาห์สี่จุดสี่เก้าเปอร์เซ็นต์ และนับจากต้นปีขึ้นไปถึงบวกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ในรอบเดือนยังคงลบยี่สิบจุดสามเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความผันผวนที่สูงมากครับ ราคาทองคำปรับตัวลดลงจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้างระยะยาวยังดูเป็นขาขึ้น ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI อยู่ที่หกร้อยยี่สิบหกจุดเจ็ดเจ็ด เพิ่มขึ้นรายวันหนึ่งจุดห้าหกเปอร์เซ็นต์ และนับจากต้นปีบวกสิบสี่จุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นการตอกย้ำทิศทางขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE ในขณะนี้ไม่มีข้อมูลนะครับ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ต่อเงินบาทและดัชนีค่าเงินดอลลาร์ DXY ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน แต่เราสามารถอนุมานได้ว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการที่ราคาทองคำปรับตัวลงครับ

ต่อไป เรามาเจาะลึกถึงแต่ละประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดในวันนี้นะครับ

ประเด็นแรกและเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ การยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงาน และตลาดต้องตีราคาโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยใหม่หมด

เหตุการณ์นี้เป็นตัวกระตุ้นโดยตรงที่คุกคามโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเสถียรภาพของภูมิภาค เราได้เห็นราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในวันเดียวถึงห้าจุดหกสามเปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม และยังมีความผันผวนอย่างรุนแรงในรอบสัปดาห์

จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต ยืนยันได้ชัดเจนว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นนั้นส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงานครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ อย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC เพราะสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น

แต่ในทางตรงกันข้าม มันจะส่งผลลบอย่างรุนแรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง โดยเฉพาะสายการบินอย่าง AAV, BA และธุรกิจโลจิสติกส์อย่าง KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัตรากำไรขั้นต้นอย่างหนักหน่วง

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ก็เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สินในรูปสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมาก อย่างเช่น BGRIM, GPSC และ GULF เพราะภาระหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินบาท

ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้านี้ คือมุมมองเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ผลิตพลังงานครบวงจร ในอีกหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า มุมมองจะเป็นเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญสำหรับสายการบินและโลจิสติกส์ เพราะการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงจะไปกดดันอัตรากำไรในไตรมาสสาม ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้านั้นมีมุมมองที่หลากหลาย เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นผลดีต่อราคาขาย แต่ภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์เป็นตัวฉุดรั้งครับ

สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะกลไกการส่งผ่านผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันนั้น ทำงานผ่านสามช่องทางครับ ช่องทางแรก คือการตีมูลค่าหุ้นกลุ่มพลังงานโดยตรงให้สูงขึ้นตามเส้นราคาล่วงหน้าที่ชันขึ้น ช่องทางที่สอง คือการฝังตัวของความคาดหวังเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ชะลอการลดดอกเบี้ย และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่มีอายุยาว เช่นหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต และช่องทางที่สาม คือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากการที่นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะสร้างแรงต้านให้กับหุ้นตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ การที่ดัชนีฮั่งเส็งลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็สะท้อนผลกระทบในช่องทางที่สองเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยนี้อยู่ด้วยครับ

หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เหตุการณ์ที่ทำให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางชะงัก เช่น การโจมตีโรงกลั่นของซาอุดิอาระเบียในปีสองพันสิบเก้า มักส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่รู้และเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ระยะเวลาของการยกระดับความขัดแย้งครั้งนี้ว่าจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน ซึ่งเรามีความมั่นใจในข้อมูลนี้ในระดับสูง เนื่องจากข้อมูลความสัมพันธ์ของราคาชัดเจนในหลายภาคส่วน และตัวกระตุ้นทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ได้รับการยืนยันแล้ว

ต่อจากประเด็นพลังงาน เรามาดูอีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ แรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกและการประเมินมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ใหม่

ดัชนีฮั่งเส็งที่ลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นไปตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกท่ามกลางความกังวลเรื่องมูลค่าที่สูงเกินไปของหุ้น AI ในขณะที่ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง

จากข้อมูลประวัติศาสตร์ เราทราบว่าการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นนั้นส่งผลลบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีมิติที่แตกต่างออกไปครับ เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอย่าง DELTA, KCE และ HANA ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่มาช่วยชดเชยแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยได้บางส่วน

ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ นั้นอยู่ในโซนผสมผสานไปทางลบ สำหรับหุ้นเทคโนโลยีของไทย ผลกระทบจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจงครับ ตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือ DELTA ที่แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงไปถึงเก้าเปอร์เซ็นต์เมื่อเร็วๆ นี้ แต่บริษัทกำลังลงทุนถึงหนึ่งหมื่นแปดพันล้านบาทในธุรกิจ AI และศูนย์ข้อมูลครอบคลุมสามทวีป พร้อมด้วยคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งในช่วงปีสองพันยี่สิบหกถึงสองพันยี่สิบเจ็ด ซึ่งนี่เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างราคาในระยะสั้นกับการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาว

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Palantir Technologies ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่งสัญญาณว่าบริษัท AI ที่มีสัญญากับภาครัฐหรือกลาโหม อาจจะแยกตัวออกจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีนอกเหนือจากกลุ่มนี้ได้

นี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลครับ เพราะแรงขายหุ้นเทคโนโลยีถูกขับเคลื่อนด้วยการบรรจบกันของสามปัจจัย ปัจจัยแรกคืออัตราคิดลดที่สูงขึ้นกำลังบีบอัดมูลค่าหุ้นที่มีกระแสเงินสดในอนาคตไกล ปัจจัยที่สองคือความกลัวเงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันกำลังเสริมความเชื่อว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับสูง และปัจจัยสุดท้ายคือแรงขายทำกำไรตามธรรมชาติหลังจากการปรับตัวขึ้นยาวนานจากกระแส AI อย่างไรก็ตาม Wann Asset Management ยังคงมีมุมมองเชิงบวกสำหรับหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยนำโดย AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินทุนสถาบันมองว่านี่คือการหมุนกลุ่มมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางของตลาด จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่ผลประกอบการไตรมาสสองครับ บริษัทใดที่มีรายได้จาก AI ที่จับต้องได้จริงไม่ใช่แค่เล่าเรื่อง จะเป็นกลุ่มแรกที่ราคามีเสถียรภาพ เรามีความมั่นใจในข้อมูลชุดนี้ในระดับปานกลาง เพราะแรงขายหุ้นเทคโนฯ ได้รับการยืนยันในข่าว แต่เรายังไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ระดับหุ้นรายตัวของหุ้น AI สหรัฐฯ จากเครื่องมือวิเคราะห์ของเราครับ

ต่อไป เรามาดูอีกหนึ่งประเด็นเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก นั่นก็คือ การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก และจุดเปลี่ยนของนโยบายการเงิน

ข้อมูลสำคัญคือ ธนาคารกลางจีนเพิ่มปริมาณทองคำสำรองถึงสิบห้าตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีสองพันยี่สิบสาม และนับเป็นการซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ยี่สิบแล้ว ขณะที่ยอดซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่สี่สิบเอ็ดตัน ในอีกด้านหนึ่ง คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั้น เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อตลาดการเงิน

ถึงแม้เราจะไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างราคาหุ้นกับราคาทองคำ แต่การส่งผ่านในระดับมหภาคนั้นเป็นที่เข้าใจกันดี การที่ธนาคารกลางซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นการส่งสัญญาณถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์และการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป จะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่ว่าจะเป็น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM จะขยายตัวดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม มันจะส่งผลลบต่อบริษัทไฟแนนซ์ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยอย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR เพราะอัตรากำไรจะถูกบีบอัด

ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้คือ มุมมองเชิงบวกในระยะกลางสำหรับภาคธนาคารไทย เพราะสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยเอื้อต่อการขยายตัวของ NIM มาก หุ้นเหมืองแร่และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทองคำก็จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ที่ต่อเนื่องจากธนาคารกลาง แม้ว่าราคาทองคำในระยะสั้นจะเผชิญแรงต้านจากดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ตาม ในขณะที่บริษัทไฟแนนซ์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยจะมีมุมมองเป็นลบ

เหตุผลที่เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ก็เพราะการซื้อทองคำของธนาคารกลางคือสัญญาณเชิงโครงสร้างครับ มันบ่งชี้ว่าผู้จัดการทุนสำรองของประเทศต่างๆ กำลังป้องกันความเสี่ยงจากทั้งการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และการลดค่าของเงินสกุลหลักในระยะยาว ความต้องการแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้จะเป็นฐานราคาที่แข็งแกร่งให้กับทองคำ ถึงแม้ว่าดอลลาร์ที่แข็งค่าในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นจะสร้างแรงต้านก็ตาม สำหรับตลาดหุ้น ภาคธนาคารได้รับประโยชน์แบบไม่สมมาตรครับ ดอกเบี้ยขาขึ้นช่วยเพิ่ม NIM ในขณะที่ความกังวลเรื่องคุณภาพสินเชื่อยังคงจำกัดตราบเท่าที่เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ข้อมูลที่ได้จากตลาดตราสารหนี้ไทยที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านบาท และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุห้าปีที่ลดลงมาที่หนึ่งจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าสภาพคล่องในประเทศยังคงมีอยู่สูงมาก เรามีความมั่นใจในข้อมูลนี้ในระดับปานกลาง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับดอกเบี้ยมีข้อมูลยืนยันชัดเจน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับหุ้นนั้นเราอนุมานมาจากบริบททางเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นสุดท้ายที่น่าจับตามองคือ การหมุนกลุ่มของเงินทุนอย่างชัดเจนครับ โดยภาวะผู้นำของกลุ่มพลังงานและการตั้งรับในกลุ่มปลอดภัย

ข้อมูลจากดัชนี SET50 ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นธนาคารและพลังงาน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงเพราะดอลลาร์แข็งค่า และดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ SSE Commodity Index ของจีนอยู่ที่หกพันเก้าร้อยเจ็ดจุดเจ็ดหก เพิ่มขึ้นศูนย์จุดแปดห้าเปอร์เซ็นต์ต่อวัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในวงกว้างของสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อมูลยืนยันความสัมพันธ์ที่ชัดเจนแบบเดียวกันครับ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นก็ส่งผลบวกกับ BANPU และ LANNA ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ายังส่งผลบวกกับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มส่งออกอย่าง TU, CPF, ITC และ AAI เพราะสามารถแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น และสุดท้ายคือ ดัชนีราคาผู้บริโภคและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ก็ส่งผลบวกต่อกลุ่มพาณิชย์อย่าง CPALL, CPAXT, CRC และ CPN

ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้านั้นเป็นบวกสำหรับภาคพลังงานและผู้ส่งออกอาหาร รวมถึงกลุ่มค้าปลีกจากการฟื้นตัวของการบริโภค ภาพการหมุนกลุ่มของเงินทุนนั้นชัดเจนมากครับ เงินทุนกำลังย้ายออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเกินไป เข้าสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

นี่เป็นรูปแบบการหมุนเวียนที่สอดคล้องกับตำราการลงทุนในช่วงท้ายของวัฏจักรเศรษฐกิจครับ กลุ่มพลังงานทำผลงานได้ดีเยี่ยมเมื่อข้อจำกัดด้านอุปทานมาเจอกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารก็ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ย และผู้ส่งออกก็ได้อานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI ที่บวกสิบสี่จุดสามเปอร์เซ็นต์นับจากต้นปี เป็นการยืนยันแนวคิดเรื่องมหาวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงครับ ตัวเลขราคาน้ำมันดิบรายเดือนที่ติดลบถึงยี่สิบจุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความผันผวนสุดขั้ว หากมีสัญญาณลดความตึงเครียดจากอิหร่านเมื่อไหร่ เราอาจเห็นการกลับทิศอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มพลังงานได้

โดยสรุปในวันนี้ ต้องยอมรับว่าศูนย์กลางของทุกเรื่องราวอยู่ที่ ‘พลังงาน’ ครับ การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยกระดับขึ้น ส่งแรงกระตุ้นเชิงบวกโดยตรงต่อ PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ส่วนแรงขายหุ้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการประเมินมูลค่า ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดย DELTA เองก็น่าสนใจเพราะมีปัจจัยการลงทุนด้าน AI มูลค่าหมื่นแปดพันล้านบาทหนุนอยู่ หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในระบบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ขณะที่สายการบินและโลจิสติกส์คือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านลบโดยตรง การที่ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะจีนซื้อทองคำต่อเนื่อง เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก

และตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดที่ตลาดทุกแห่งกำลังจับตามองก็คือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยเร็วๆ นี้ครับ ตัวเลขนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าภาวะตลาดที่ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นลบในตอนนี้จะดำเนินต่อไป หรือจะพลิกกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง

ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟังครับ

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจประจำวัน – 18 กรกฎาคม 2026

รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจประจำวัน – 18 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันครับ

วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างมีนัยสำคัญครับ ด้านหนึ่งคือความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกไม่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่ง เรากำลังเห็นสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งหนุนให้มีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนหุ้นทั่วโลกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่แปดแล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียและละตินอเมริกาปรับตัวขึ้นได้ดี โดยนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นบวกเก้าสิบจุด หรือประมาณศูนย์จุดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และดัชนีโทพิกซ์ปรับขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์เต็ม ทางด้านบราซิล อิโบเวสปาพุ่งขึ้นถึงสามเปอร์เซ็นต์ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนออกมาที่สี่จุดหกสิบสี่เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางบราซิลอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้า

ประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิดในวันนี้คือการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันครับ ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต หรือสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับหกสิบเก้าจุดศูนย์เก้าดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นศูนย์จุดเจ็ดสิบแปดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เบรนท์ทะเลเหนือขยับขึ้นมาที่ระดับเจ็ดสิบสองจุดสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นศูนย์จุดหกสิบหกเปอร์เซ็นต์ การปรับตัวขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงจากความกังวลว่าการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมันในภูมิภาค ซึ่งในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานและผู้ผลิตน้ำมันมักได้รับผลบวกโดยตรง ขณะที่หุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่งมักเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

อีกประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากในวันนี้คือการประกาศของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ที่ระบุถึงการจัดตั้งคณะทำงานห้าชุดเพื่อทบทวนกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน การสื่อสารกับตลาด และงบดุลของธนาคารกลางที่มีขนาดมหึมาถึงหกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ การเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่แน่นอนในตลาดพันธบัตรและหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เนื่องจากนักลงทุนยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการทบทวนนโยบายครั้งนี้จะนำไปสู่การคุมเข้มทางการเงินหรือการผ่อนคลายมากขึ้น

ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์อยู่ที่หนึ่งร้อยจุดแปดหกหก ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยโดยดอลลาร์ต่อเยนอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบสองจุดห้าสิบเก้าเยน มีการปรับขึ้นศูนย์จุดสามสิบเปอร์เซ็นต์

สัญญาณที่น่าสนใจอีกประการคือการที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกยังคงทยอยเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขเงินทุนไหลเข้ากองทุนหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่แปดติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ ก็เป็นตัวส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งในตลาดทุนและภาคเทคโนโลยียังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความระมัดระวังในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีฟิวเจอร์สหรัฐฯ ปรับตัวลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนรอการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ทางด้านตลาดหุ้นนิวซีแลนด์ ร่วงลงเป็นวันที่สี่ต่อเนื่องกัน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความเชื่อมั่นในบางภูมิภาค

เมื่อเชื่อมโยงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากข้อมูลเชิงประจักษ์ในอดีตที่เรามี พบว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบมีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงและมีนัยสำคัญสูงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตพลังงานและโรงกลั่น ขณะเดียวกันกลับส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบินเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเด็นการทบทวนนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หากมีการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป จะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ผ่านการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ แต่จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารและอสังหาริมทรัพย์บางประเภท

ในภาพรวมวันนี้ ตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยที่ขัดแย้งกัน นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตาดูสองปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางในระยะต่อไป นั่นก็คือ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ และระดับความรุนแรงของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดจะไปในทิศทางใดต่อจากนี้

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า Invest zone สวัสดี

สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับสู่รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน

สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับสู่รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน

วันนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงและเป็นตัวเร่งให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนครั้งใหญ่ จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยร้อนแรง ไปสู่หุ้นกลุ่มพลังงานและสถาบันการเงินอย่างรวดเร็ว

เริ่มต้นกันที่ประเด็นร้อนที่สุดของวัน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวขึ้นทะลุกรอบเจ็ดสิบเอ็ดถึงเจ็ดสิบสามดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาพุ่งขึ้นถึงห้าจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว และนับจากต้นปี ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่ายี่สิบสี่ถึงยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตที่เรามี ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันทีและชัดเจน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงกลุ่มสาธารณูปโภค เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาขายและกำไรขั้นต้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนส่งและสายการบินกลับได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกดดันอัตรากำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเห็นภาพของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ช่วยพยุงดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์เอาไว้ ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีกลับปรับตัวลดลงสวนทางกัน

ในห้วงที่ราคาพลังงานเป็นขาขึ้นเช่นนี้ ผลกระทบลูกโซ่จะถูกส่งต่อไปยังอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งเท่ากับไปถ่วงโอกาสที่ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ย และนั่นคือแรงกดดันต่อเนื่องต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพามูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต

ต่อด้วยประเด็นที่สองซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น นั่นคือวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดหุ้นในหลายภูมิภาค ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ จนทำให้ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือ MUFG ก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในญี่ปุ่นเมื่อวันที่สิบสี่กรกฎาคม ด้านธนาคารกลางแคนาดาประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สองจุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ย้ำจุดยืนที่พร้อมจะใช้นโยบายเข้มงวดต่อไป ขณะที่ธนาคารกลางโคลอมเบียปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกศูนย์จุดเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับสิบสองเปอร์เซ็นต์ และธนาคารกลางยุโรปยังคงใช้ท่าทีระมัดระวังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ภาพนี้สะท้อนออกมาในตลาดหุ้นกลุ่มธนาคารอย่างชัดเจน ดัชนี Euro Stoxx Banks ปรับตัวขึ้นศูนย์จุดแปดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันที่สิบเอ็ดกรกฎาคม และตลาดหุ้นโตรอนโตหรือ TSX ก็ปรับขึ้นศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้ นำโดยหุ้นกลุ่มการเงิน แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลในอดีตอย่างยิ่ง เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น สถาบันการเงินที่มีฐานเงินฝากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หรือที่เรียกว่า Net Interest Margin ซึ่งส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และข้อมูลก็ยืนยันเช่นกันว่าความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะลดลงหากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง เพราะต้นทุนสินเชื่อบ้านจะลดกำลังซื้อของผู้บริโภค

ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานทะยานขึ้น หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกลับเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงและสอดประสานกันทั่วโลก ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงร่วงลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นเทคโนโลยีโลกที่ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น AI ที่สูงเกินไป และความไม่แน่นอนก่อนตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ตลาดฟิวเจอร์สหรัฐฯ เองก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองเมื่อวันที่สิบห้ากรกฎาคม นักลงทุนกำลังตั้งคำถามว่าการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์จะสร้างรายได้จริงได้มากน้อยเพียงใด การปรับฐานครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง กลับเข้ามาสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น

ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดหุ้นบราซิล หรือ Ibovespa กลับทะยานขึ้นถึงสองเปอร์เซ็นต์ในวันที่สิบสองกรกฎาคม หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วขึ้น นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเพียงจุดเดียวสามารถเปลี่ยนทิศทางของตลาดทั้งประเทศได้

อีกข่าวสำคัญที่อาจเป็นความเสี่ยงแฝงในระบบการเงิน คือการล่มสลายของบริษัทเงาในตลาดการเงินของอังกฤษ Market Financial Solutions หรือ MFS ท่ามกลางข้อกล่าวหาการทุจริต ซึ่งรายงานเมื่อวันที่สิบสามกรกฎาคมระบุว่า เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดคลื่นการล้มละลายในภาคบริการทางการเงินของสหราชอาณาจักร ถึงแม้ฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของเราจะไม่ได้ระบุถึงภาคเงาธนาคารโดยตรง แต่เรามีข้อมูลที่ชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลลบต่อกลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ประเภทสินเชื่อรายย่อย ซึ่งช่วยให้เราประเมินได้ว่าธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารทั่วไปกำลังเผชิญความเปราะบางจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และอาจมีแรงกดดันลามไปยังภาคธุรกิจที่พึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ เช่น อสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางและเอสเอ็มอี

ทางด้านตลาดทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่ก็ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากการซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ สำหรับข้อมูลดัชนีความผันผวน VIX และข้อมูลพันธบัตรบางส่วนไม่มีข้อมูลในวันนี้ แต่จากสัญญาณฟิวเจอร์สหรัฐฯ ที่ปรับลดลงและความวิตกก่อนตัวเลข CPI ทำให้คาดการณ์ได้ว่าความผันผวนของตลาดอยู่ในระดับสูง

เมื่อมองภาพรวมของวันนี้ ตลาดอยู่ในภาวะที่เรียกว่า cautious bearish หรือระมัดระวังในเชิงลบ แต่ภายใต้ผิวน้ำมีการหมุนเปลี่ยนกลุ่มอย่างรุนแรง พลังงานและธนาคารกลายเป็นที่หลบภัย ขณะที่เทคโนโลยีและสายการบินถูกเทขาย ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ทุกสายตากำลังจับตามองต่อจากนี้คือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในอีกไม่กี่วัน ซึ่งหากออกมาต่ำกว่าคาด อาจฉุดให้ดอกเบี้ยขาขึ้นและหนุนหุ้นเทคฯ กลับมาดีดตัวแรง ในทางตรงกันข้าม หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบานปลาย ราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นไปอีกและซ้ำเติมแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและเทคโนโลยี รายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในอีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้าก็จะเป็นตัวตัดสินว่า มูลค่าหุ้น AI ที่ถูกตั้งคำถามอยู่นี้จะได้รับการยืนยันจากตัวเลขกำไรจริงหรือไม่

สำหรับวันนี้ ตลาดถูกกำกับด้วยภูมิรัฐศาสตร์และวัฏจักรดอกเบี้ยโลก นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการติดตามพัฒนาการระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และถ้อยแถลงของธนาคารกลางหลัก ๆ อย่างใกล้ชิด ขอบคุณที่รับฟังรายงาน Daily Economic News Voice Briefing ในวันนี้ แล้วพบกันใหม่ครับ/ค่ะ

**Daily Economic News Voice Briefing — 16 กรกฎาคม 2026**

Daily Economic News Voice Briefing — 16 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในลักษณะที่เรียกว่า K-Shaped Environment ครับ ด้านหนึ่งคือกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้าง แต่อีกด้านหนึ่งคือกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเมื่อสัปดาห์นี้ครับ นั่นเป็นการขจัดความเสี่ยงด้านสถาบันการเงินที่อาจเกิดขึ้นในเชิงรัฐธรรมนูญออกไป สร้างเสถียรภาพให้นโยบายการเงินในระยะยาว แต่ถึงอย่างนั้นในระยะใกล้ ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มขึ้นก่อนการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI ยังคงกดดันตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ครับ ดัชนีล่วงหน้าปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยหลักจากความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น สร้างภาพที่ไขว้กันอย่างน่าสนใจ — ผู้ผลิตพลังงานได้ประโยชน์ แต่ภาคขนส่งและกลุ่มที่พึ่งพาอัตราดอกเบี้ยถูกบีบจากทั้งสองด้าน

เมื่อมองภาพตลาดโดยรวม ดัชนีดาวโจนส์ หรือ US30 เคลื่อนไหวผสมปนเปกันครับ จาก 52,261 จุด ลดลง -0.11% ในช่วงต้นเดือน และปรับขึ้นมาที่ 53,109 จุด หรือบวก 0.40% ในเวลาต่อมา ด้านแนสแด็กหรือ US100 อยู่ที่ 29,825 จุด บวก 0.33% สะท้อนบรรยากาศระมัดระวังแต่เป็นบวกเล็กน้อยในหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปหรือ EU100 แกว่งตัวแคบ มีทั้งวันลบ 1.04% และดีดกลับบวก 0.78% แสดงถึงความเชื่อมั่นต่ำ ส่วนนิฟตี้ 50 ของอินเดียผันผวนชัดเจน จาก 24,006 จุด บวก 0.59% แล้วร่วงแรง -2.12% มาที่ 23,882 จุด และดัชนี DFMGI ของดูไบอ่อนตัวลงต่อเนื่องในกรอบ 5,991 ถึง 6,002 จุด หายใจลำบาก สำหรับข้อมูลพันธบัตรรัฐบาลสิบปีของสหรัฐฯ เยอรมัน และญี่ปุ่น วันนี้ไม่มีข้อมูลครับ เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐและยูโร รวมถึงดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน

มาเริ่มที่ประเด็นสำคัญสุด คือคำตัดสินเรื่องความเป็นอิสระของเฟดครับ การที่ศาลสูงสุดยืนยันหลักการนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินในระยะยาวได้มาก ในอดีตเมื่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางถูกยึดโยง ตลาดหุ้นมักได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีแรงกดดันระยะสั้นจากความกังวลเรื่องตัวเลข CPI ที่จะประกาศในเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้ตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง และส่งผ่านผลกระทบผ่านช่องทางอัตราคิดลด — เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะสูงขึ้นบีบมูลค่าหุ้นที่มีอายุยาว เช่นหุ้นเติบโตและกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

แต่ธนาคารพาณิชย์กลับเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงครับ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะส่งผลบวกต่อหุ้นธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB และ KTB ผ่านการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ในขณะที่ผู้ให้สินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์อย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR จะถูกกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ตรงนี้เป็นผลกระทบที่ชัดเจนและมั่นใจได้สูงครับ และยังมีผลกระทบลำดับสองที่น่าสนใจ คือ หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด เราอาจเห็นการหมุนเงินทุนกลับจากหุ้นธนาคารเข้าไปยังหุ้นเติบโตและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำบรรยากาศตลาดแบบ K-Shaped ให้เข้มข้นขึ้นอีก

ต่อมาครับ เรื่องของกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นขาแข็งของตลาดทรงตัว K อยู่เวลานี้ วันนี้มีข่าวหนุนหลายเรื่องครับ Unitree Robotics ได้รับอนุมัติให้เข้าจดทะเบียน IPO มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์ในตลาด STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกัน บริษัทที่ปรึกษา Bluebell ก็ออกคำแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์อย่างชัดเจนในภาวะตลาดที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน แล้วยังมีข่าวการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX มูลค่าถึง 75 พันล้านดอลลาร์ในตลาดแนสแด็กซึ่งตอกย้ำมหวงจรการระดมทุนของภาคเทคโนโลยีและ AI นอกจากนี้ตลาดยังจับตารายงานผลประกอบการของ Netflix ที่จะออกมาเร็วๆ นี้ โดยประเด็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

แม้จะไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์หุ้น AI โดยตรงในฐานข้อมูลวันนี้ แต่เราเห็นว่าวงจรการใช้จ่ายด้าน AI กำลังมีลักษณะเหมือนแรงกระแทกจากอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่ไม่ขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจทั่วไป องค์กรใหญ่ๆ เช่น Alphabet, Oracle และ Meta ต่างเร่งออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนสร้าง AI จนตัวเลขการออกตราสารหนี้แซงหน้าการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี นี่คือมหวงจรการออกหุ้นและตราสารหนี้เพื่อ AI โดยเฉพาะ

จากข้อมูลที่มี หุ้นกลุ่มผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, KCE และ HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อดอลลาร์แข็งขึ้น แต่ตอนนี้ไม่มีข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนครับ อย่างไรก็ตาม ทิศทางระยะกลางของ AI ยังเป็นบวกด้วยความเชื่อมั่นปานกลาง โดยที่ต้องระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้น AI — ตลาด K-Shaped หมายความว่าหุ้นที่เหลือในตลาดอาจทำผลงานได้ด้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนประเด็นที่สามครับ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาพลังงานขึ้น พลังงานโลกปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานที่น่ากังวล ซึ่งเป็นคนละตัวกับอุปสงค์เลยครับ ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงกับหุ้นกลุ่มพลังงานตามกฎความสัมพันธ์ที่ชัดเจน หุ้นสำรวจและผลิต รวมถึงโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP, SPRC จะปรับตัวขึ้นตาม ในขณะที่กลุ่มถ่านหิน BANPU และ LANNA ก็เป็นบวกเช่นกัน แต่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น หุ้นสายการบิน AAV, BA และกลุ่มขนส่งอย่าง KEX จะได้รับผลลบอย่างมีนัยสำคัญตรงนี้ครับ

สิ่งที่น่าสนใจคือภาวะภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาพลังงานสูงได้แม้ว่าความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจจะกดดันสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งทำให้หุ้นพลังงานมีคุณสมบัติเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงในพอร์ตโดยธรรมชาติ และมีผลกระทบลำดับสอง คือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังดัชนี CPI ยิ่งไปหนุนความเข้มงวดของดอกเบี้ย และย้อนกลับมากดดันหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยซ้ำอีก — กลายเป็นวงจรเชิงลบต่อภาคขนส่งและการใช้จ่ายผู้บริโภค แต่ผู้ผลิตพลังงานกลับยืนอยู่ตรงจุดตัดที่ดีที่สุดของกระแสไขว้นี้ครับ

และประเด็นสุดท้ายที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า คือตัวเลขดัชนี CPI ที่จะประกาศออกมาในเร็ววันนี้ครับ ตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องกันสองวันเพราะความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยก่อนตัวเลขดังกล่าว โดยดัชนี S&P 500 และดาวโจนส์ล่วงหน้าต่างก็อยู่ในแดนลบ เช่นเดียวกับหุ้นเทคฯ โลกที่ปรับตัวลงก่อนหน้าตัวเลขจ้างงานสำคัญเมื่อต้นเดือน กฎความสัมพันธ์ในอดีตระบุว่า หากดัชนี CPI และความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว จะเป็นบวกกับหุ้นกลุ่มพาณิชย์และค้าปลีกอย่าง CPALL, CPAXT, CRC และ CPN ผ่านการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม

คำถามสำคัญตอนนี้คือ CPI จะออกมาร้อนหรือเย็นกว่าที่ตลาดคาด ถ้าตัวเลขร้อน การคาดการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้นจะยิ่งแรง กดดันหุ้นกลุ่มอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีกที่ใช้สินเชื่อ และหุ้นเติบโตทั้งหลาย แต่ถ้า CPI ออกมาเย็นกว่าคาด เราจะเห็นแรงดีดกลับแรงในหุ้นพาณิชย์ CPALL, CPN, CRC และหุ้นอสังหาฯ อย่าง SIRI, AP, SPALI, LH ตามความคาดหวังอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น ที่น่าสนใจคือฉากหลังที่เฟดยังคงความเป็นอิสระช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบาย แม้ CPI จะร้อนแรงก็ยังช่วยจำกัดความเสียหายในกรณีเลวร้ายได้ครับ

สรุปภาพรวมวันนี้ ตลาดยังคงเดินด้วยความระมัดระวังสูงก่อนตัวเลขเงินเฟ้อในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่โครงสร้างระยะยาวของ AI และพลังงานยังคงแข็งแรงและเป็นที่จับตามองของเม็ดเงินสถาบัน นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะเฝ้าดูตัวเลข CPI อย่างใกล้ชิด รวมถึงพัฒนาการความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเส้นทางอุปทานพลังงาน และรายงานผลประกอบการของ Netflix ที่จะเป็นตัวแทนความรู้สึกต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคในบริบทของเทคโนโลยีครับ

ขอขอบคุณที่รับฟัง และพบกันใหม่ในครั้งต่อไป

**Daily Economic News Voice Briefing — 15 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 15 กรกฎาคม 2569

สวัสดีค่ะ

วันนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกครอบงำด้วยแรงกดดันแบบสแตกเฟลชันนารี ที่ร้อนแรงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับความกังวลก่อนหน้าตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญของสหรัฐฯ เรือสินค้าถูกโจมตีในทะเลแดง และความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวแรง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ WTI ที่เคยพุ่งขึ้นถึงห้าจุดหกเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวเมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ขณะที่ราคาดีเซลก็ทะยานขึ้นเช่นกัน แม้ว่าเมื่อมองภาพใหญ่ในรอบเดือน ราคา WTI ยังลดลงถึงสิบแปดเปอร์เซ็นต์ และเบรนท์ลดลงสิบหกเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ผลกระทบจากฝั่งอุปทานพลังงานที่ถูกกระทบจากความขัดแย้ง ซ้อนทับกับตลาดที่เตรียมรับรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศในอีกไม่กี่วัน ทำให้เกิดส่วนผสมที่เป็นพิษ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นขู่ว่าจะจุดไฟเงินเฟ้ออีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดเพิ่งได้รับการยืนยันความเป็นอิสระจากศาลสูงสุด และตลาดคาดว่าเฟดจะต้องพึ่งพาข้อมูลในการตัดสินใจนโยบายมากขึ้น

ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 และแนสแด็กปรับตัวลงในวันจันทร์ที่สิบสี่กรกฎาคม โดยถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดาวโจนส์บวกเล็กน้อย แสดงถึงการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มคุณค่า ด้านฟิวเจอร์สหรัฐฯ ในวันนี้ยังคงปรับตัวลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ได้ออกมาเตือนว่าความคลั่งไคล้การลงทุนใน AI อาจนำไปสู่วิกฤตการเงินได้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า เส้นทางอัตราดอกเบี้ยของยุโรปจะเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลาง นับเป็นสัญญาณนโยบายที่หาได้ยาก และส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนโหมดจากความระมัดระวัง ไปสู่การตั้งรับมากขึ้น

ขณะที่ภาพรวมความรู้สึกของตลาดในวันนี้ อยู่ในภาวะกดดันจากสแตกเฟลชัน ซ้อนทับด้วยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยรวมจึงค่อนไปทางลบอย่างระมัดระวัง หลังจากที่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยังมีมุมมองเป็นกลางก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเชิงป้องกัน

ถัดมาที่ภาพรวมของสินทรัพย์หลักในวันนี้ ดัชนี SET50 ของไทยปรับตัวขึ้นเมื่อวันที่สิบสามกรกฎาคม โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางแรงตึงเครียดโลก แต่สำหรับบราซิล ดัชนี Ibovespa พุ่งขึ้นราวสองเปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่สิบสองกรกฎาคม เพราะตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่สี่จุดหกสี่เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักลงทุนคาดหวังนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น นับเป็นการแยกตัวออกจากตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อย่างชัดเจน

ในฝั่งค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จากทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหมายเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างน่าสนใจ เพราะแม้จะมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดเลือกที่จะถือดอลลาร์เป็น safe haven แทนทองคำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในวัฏจักรขาขึ้นของดอกเบี้ย

ด้านราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูง WTI เคลื่อนไหวแถวเจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์ห้าสิบเอ็ดเซนต์เมื่อวันที่สิบกรกฎาคม โดยมีแรงดีดตัวแรงเป็นระยะจากความกังวลด้านอุปทาน แต่เมื่อมองย้อนไปหนึ่งเดือนยังคงเป็นการปรับฐานลึก ส่วนน้ำมันดีเซลกลับพุ่งขึ้นชัดเจนจากความหวาดกลัวการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และน้ำมันเบนซินอยู่ที่สองดอลลาร์เก้าสิบเก้าเซนต์ต่อแกลลอน แม้ลดลงสองจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน แต่ตั้งแต่ต้นปียังบวกถึงเจ็ดสิบสี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนคอขวดในกระบวนการกลั่น

การโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ คือปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในวันนี้ เพราะเส้นทางทั้งสองนี้รองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลราวสามสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต เมื่อเกิดอุปทานน้ำมันชะงักงันเช่นนี้ ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ผลิตและโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP, SPRC ในขณะที่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงสูง เช่น สายการบิน AAV, BA และ KEX จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีผลกระทบลูกโซ่ถึงค่าขนส่งสินค้าที่ต้นทุนดีเซลกำลังซ้ำเติมหลังจากที่ค่าจ้างพนักงานขับรถในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2020

ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ECB ที่ประกาศเชื่อมโยงการตัดสินใจดอกเบี้ยเข้ากับราคาพลังงานในตะวันออกกลางโดยตรง นี่หมายความว่า หากน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์ต่อไป ธนาคารกลางยุโรปอาจชะลอการผ่อนคลายนโยบาย หรือแม้แต่กลับมาเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเติบโตและสินทรัพย์เสี่ยงในยุโรปทันที ขณะเดียวกันผลสำรวจของ Invesco พบว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหลายแห่งกำลังเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์พลังงาน ซึ่งอาจยิ่งหนุนราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มนี้ในระยะกลาง

และในฝั่งของตลาดหุ้น ความกังวลก่อนตัวเลข CPI กำลังกดดันหุ้นเทคโนโลยีและ AI อย่างชัดเจน หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ หุ้นชิปและ AI นำตลาดปรับตัวลง และฟิวเจอร์ยังคงลบต่อเนื่องเป็นวันที่สอง งานวิจัยของ BIS ที่ระบุว่าการลงทุนใน AI ที่ร้อนแรงอาจนำไปสู่วิกฤต กำลังเป็นกรอบความคิดที่ท้าทายกับความเชื่อเรื่องผลิตภาพมหาศาลจาก AI โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของ AI จะเริ่มปรากฏในงบการเงินของบริษัท และส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคในที่สุด

หากมองตามความสัมพันธ์ในอดีต การปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อสูง มักจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคตมากที่สุด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI เพราะมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตจะถูกคิดลดด้วยอัตราที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หากตัวเลข CPI ออกมาร้อนแรง ซึ่งจะทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น และอาจทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนสูงชันขึ้น

ในสัปดาห์นี้เอง เรายังต้องจับตารายงานผลประกอบการของ TSMC ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนอุปสงค์ของเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และรายงานผลประกอบการของธนาคารใหญในสหรัฐฯ ที่จะช่วยยืนยันหรือหักล้างมุมมองเรื่องการขยายตัวของ NIM

อีกมุมที่ต้องแยกแยะให้ชัดคือ ภาคพลังงานไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ผู้ผลิตต้นน้ำและโรงกลั่นจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและส่วนต่างการกลั่นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะ SPRC และ TOP ที่ได้อานิสงส์จากดีเซลที่พุ่งขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีหนี้สินในสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่น BGRIM, GPSC, GULF จะถูกกดดันทั้งจากต้นทุนก๊าซนำเข้าที่แพงขึ้น และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน

และเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากความต้องการปลอดภัย บวกกับการคาดการณ์ดอกเบี้ยสูง กลุ่มผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะอาหาร เช่น TU, CPF, ITC, AAI และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, KCE, HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า เพราะรายได้จากต่างประเทศแปลงกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์และผู้นำเข้ากลับเป็นฝั่งที่เสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนความเคลื่อนไหวของทองคำที่อ่อนตัวลงแม้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนว่าขณะนี้ตลาดเลือกที่จะมองดอลลาร์เป็นแหล่งพักเงินปลอดภัยอันดับหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น

ธนาคารกรุงไทยได้ออกมาแนะนำกลยุทธ์แบบบาร์เบล ที่ผสมผสานหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นป้องกันความเสี่ยงสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 โดยนัยยะก็คือแม้จะยังไม่ละทิ้งหุ้นเทคโนโลยี แต่ต้องถ่วงน้ำหนักด้วยหุ้นที่ทนทานต่อเงินเฟ้อและความผันผวน

สำหรับเหตุการณ์ที่ต้องจับตาในระยะสั้นที่สุด ขณะนี้ตลาดกำลังรอตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ หากออกมาร้อนแรง จะยิ่งตอกย้ำภาวะสแตกเฟลชัน กดดันหุ้นเทคโนโลยีต่อเนื่อง และหนุนหุ้นกลุ่มการเงินและพลังงาน ขณะที่หากออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจจุดระลอกการกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงได้ แต่ด้วยกรอบคำเตือนของ BIS และความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ทำให้ตลาดมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบก่อนรายงานตัวเลขสำคัญ

โดยสรุปแล้ว บรรยากาศเศรษฐกิจในวันนี้เต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวสูง ตลาดถูกบีบจากทั้งฝั่งภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และฝั่งนโยบายการเงินที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองจากข้อมูลเศรษฐกิจ สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตามากที่สุดในอีก 48 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้าคือ ตัวเลข CPI สหรัฐฯ รายงานผลประกอบการของ TSMC และธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ที่อาจพลิกโฉมทิศทางตลาดได้ทุกเมื่อ

ขอบคุณที่รับฟัง และพบกันใหม่ในครั้งต่อไป

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงธรรมชาติ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงธรรมชาติ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงพักฐานแบบลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยมีแรงกดดันจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่กลับมาสูงอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณท่าทีแบบ hawkish มากขึ้น ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองติดต่อกัน เพราะความกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นมีน้ำหนักมากกว่าผลประกอบการธนาคารและหุ้นกลุ่ม AI ที่ออกมาดีเกินคาด นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่า “ข่าวดีกลายเป็นข่าวร้าย” ซึ่งผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่งกลับถูกตลาดเมินเฉย เมื่อเผชิญกับภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น ตัวแปรสำคัญของสัปดาห์นี้คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่จะตัดสินว่าตลาดจะยังเดินหน้าในแนวโน้ม hawkish ต่อไป หรือจะมีการกลับทิศทางอย่างรุนแรง นักลงทุนส่วนใหญ่จึงลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงลง ส่งผลให้ช่วง 48 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้ามีความเป็นไปได้ทั้งขาขึ้นและขาลงอย่างชัดเจน

หากย้อนไปดูสถิติในอดีต การปรับพอร์ตก่อนการประกาศ CPI มักจะดูดสภาพคล่องออกจากตลาดและทำให้ดัชนีปรับตัวลงได้ง่าย ซึ่งเราเคยเห็นรูปแบบเดียวกันนี้เมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ก่อนที่ตัวเลขเงินเฟ้อจะออกมาชะลอตัวแล้วเกิดแรงซื้อคืนตามมา ขณะนี้ราคาพลังงานที่ยังคงไต่ระดับสูงขึ้นแม้หุ้นจะร่วงลง กำลังเพิ่มกลิ่นอายของภาวะ stagflation ให้กับตลาด ฝั่งผู้ขายหรือหมีจึงใช้โอกาสนี้กดดันราคาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นล่าสุด ดัชนี US30 ปิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ 52,454 จุด เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายล่วงหน้าชี้ว่ามีแรงขายตามมาหลังจากนั้นอย่างมีนัยสำคัญ ฝั่งยุโรป ดัชนี EU350 ปรับตัวลงแรง 1.61 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก ส่วนออสเตรเลีย ดัชนี All Share ขยับลง 0.2 เปอร์เซ็นต์ ด้านตลาดเยอรมนีกลุ่มหุ้นเล็ก SDAX กลับปรับขึ้น 0.85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าโดดเด่นสวนทางตลาดหุ้นใหญ่ สำหรับข้อมูลพันธบัตรและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมัน ไม่มีข้อมูลจากเครื่องมือแหล่งข่าวในวันนี้ แต่เป็นที่รับรู้กันว่าราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากการส่งสัญญาณของเฟดนั้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่น่าสนใจ จากฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ที่มีอยู่ ซึ่งแม้จะเน้นไปที่หุ้นไทย แต่ก็ให้ภาพกลไกการส่งผ่านที่ชัดเจน หุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM จะกว้างขึ้น ในทางตรงข้าม หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง SAWAD MTC และ TIDLOR จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP PTT TOP และ SPRC มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นขนส่งและสายการบิน อย่าง AAV BA และ KEX จะเจอภาวะมาร์จิ้นถูกบีบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ นั้น แม้ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรง แต่กลไกการส่งผ่านเป็นที่รู้จักกันดี กล่าวคือ อัตราคิดลดที่สูงขึ้นจะไปกดทวีคูณ P/E ของหุ้นที่การเติบโตอยู่ในอนาคตไกล ทำให้หุ้นเหล่านี้ถูกเทขายก่อน แม้ผลประกอบการจะออกมาดี เราจึงเห็นภาพธนาคารรายใหญ่ในวอลล์สตรีทรายงานกำไรแกร่ง แต่ราคาหุ้นกลับถูกเทขาย พร้อมกับหุ้น AI ที่ปรับลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับขึ้นก็กลายเป็นดาบสองคม เพราะนอกจากจะหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานแล้ว ยังเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ ฝั่งผู้กำหนดนโยบายจึงต้องคงท่าทีเข้มงวด ซึ่งจะยิ่งกดดันหุ้นเติบโตหนักขึ้นไปอีก ผลจากแรงส่งข้ามตลาดเห็นได้ชัดจากการร่วงของ EU350 ที่ตอบสนองต่อความกลัวดอกเบี้ยโลกพร้อมกัน นักวิเคราะห์จึงประเมินว่าหาก CPI ออกมาสูงเกินคาดในสัปดาห์นี้ จะเกิดการหมุนเวียนพอร์ตออกจากหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี เข้าสู่หุ้นกลุ่ม value และ cyclical อย่างพลังงานและธนาคารมากขึ้น ในทางกลับกัน หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจเกิดแรงซื้อกลับอย่างรุนแรงในหุ้นเทคโนโลยีที่ถูกขายทิ้งก่อนหน้า

อีกประเด็นสำคัญคือฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของธนาคารยักษ์ใหญ่วอลล์สตรีททั้ง 6 แห่ง ที่เริ่มรายงานในช่วงนี้ แม้คาดว่ารายได้จากธุรกิจเทรดจะดีจากความผันผวนของตลาด แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักปัจจัยมหภาคมากกว่า เห็นได้จากหุ้นร่วงแม้กำไรดี สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแนวโน้มดอกเบี้ย อัตราคิดลดที่ปรับขึ้นมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขกำไรเสียอีก ขณะเดียวกัน TSMC จะรายงานผลประกอบการและให้แนวโน้มคำสั่งซื้อชิป AI ในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่สุดในระดับหุ้นรายบริษัท หากคำแนะนำออกมาดี จะพลิกแรงขายกลุ่มเทคกลับเป็นบวก แต่หากอ่อนแอ จะยิ่งซ้ำเติมให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงหนักขึ้นไปอีก

สำหรับกระแสโครงสร้างระยะยาวของ AI และเซมิคอนดักเตอร์นั้น ยังคงแข็งแกร่งจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลทั่วโลก และแนวโน้มกำไรภาคเอกชนที่ยังดี แม้จะมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง ข้อมูลจากหลายแหล่งยืนยันว่าตลาดหุ้นโลกในครึ่งหลังปี 2026 จะยังได้แรงหนุนจากการลงทุน AI แต่นักวิเคราะห์ก็แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Barbell คือถือทั้งหุ้นเติบโตและหุ้น defensives ควบคู่กัน ล่าสุดมีข่าวการเสนอขายหุ้น IPO ของ Unitree Robotics ในตลาด STAR Market ของจีน มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านโยบายสนับสนุน AI ของจีนยังเดินหน้าต่อเนื่อง แม้จะเป็นเพียงสัญญาณบวกเชิง sentiment ในระยะสั้น แต่ก็ช่วยยืนยันทิศทางอุปสงค์เชิงโครงสร้าง สำหรับข้อมูลสหสัมพันธ์จากเครื่องมือที่มีอยู่ไม่มีข้อมูลโดยตรงของหุ้น AI สหรัฐฯ แต่หากมองภาพรวม หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกของไทยอย่าง DELTA KCE และ HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนในการแปลงรายได้ ส่วนกลยุทธ์ Barbell ที่นักวิเคราะห์แนะนำคือการผสมผสานหุ้น AI กับหุ้นป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลเมื่อแรงหนุนโครงสร้าง AI ยังอยู่ แต่ในเชิงวัฏจักรดอกเบี้ยกำลังเป็นลบ นักลงทุนส่วนใหญ่จึงรอจังหวะหลังจากตัวเลข CPI เพื่อความชัดเจน

อีกหนึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมาจากตลาดอสังหาริมทรัพย์โตเกียว ซึ่งอัตราว่างของอาคารสำนักงานในเขตใจกลางเมืองลดลงต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 1.99 เปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2020 และค่าเช่ายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 29 ติดต่อกัน นับเป็นสัญญาณบวกที่ท้าทายแนวคิดที่ว่าความต้องการสำนักงานจะซบเซาถาวรหลังโควิด อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรงจากเครื่องมือเกี่ยวกับหุ้น REITs หรืออสังหาฯ ญี่ปุ่น แต่ตามฐานข้อมูลที่มีอยู่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวเมื่อดอกเบี้ยต่ำและการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลดีต่อหุ้นผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยอย่าง SIRI AP SPALI และ LH รวมถึงกองทุนอสังหาฯ ที่จะได้ประโยชน์จากภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย ถึงแม้กรณีโตเกียวจะเป็นเพียงข้อมูลเฉพาะพื้นที่ แต่ก็เป็นตัวชี้วัดเชิงสัญลักษณ์ว่าในเมืองที่มีการบริหารจัดการดี อุปสงค์สำนักงานสามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งได้ อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดสหรัฐฯ และยุโรปที่ยังมีปัญหาพื้นฐานในออฟฟิศอยู่ การส่งผ่านข้อมูลดังกล่าวยังมีจำกัด

เมื่อประเมินภาพรวมข้างหน้า นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังจับตาการประกาศ CPI สหรัฐฯ เป็นเดิมพันหลัก โดยความน่าจะเป็นของกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ที่ CPI จะออกมาใกล้เคียงหรือสูงกว่าคาดเล็กน้อย ทำให้เฟดยังคงส่งสัญญาณ hawkish แต่ไม่บานปลาย ตลาดหุ้นจะยังอ่อนตัวและเกิดการหมุนกลุ่มจากหุ้นเติบโตไปยังหุ้นการเงินและพลังงาน ในกรณีบวกหรือ bull case มีโอกาสราว 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ CPI จะออกมาต่ำกว่าคาดอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้การคาดการณ์ดอกเบี้ยร่วงลงอย่างรวดเร็ว และเกิดแรงซื้อคืนรุนแรงในหุ้นเทคฯ และ AI ที่ถูกเทขายก่อนหน้า ส่วนกรณีลบหรือ bear case อยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ หาก CPI พุ่งสูงจนเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย 0.50 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งขึ้น กดดันตลาดหุ้นในวงกว้าง โดยกลุ่ม AI และเทคฯ จะเป็นผู้นำขาลงอีกครั้ง ทำให้ต้องหันไปถือเงินสดป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มน้ำหนักพลังงาน

โดยสรุป วันนี้ตลาดโลกอยู่ในภาวะพักฐานจากแรงกดดันดอกเบี้ยที่กลับมาเป็นประเด็นหลัก มีเพียงตัวเลข CPI ที่อ่อนตัวลงเท่านั้นที่จะพลิกกลับบรรยากาศ risk-off ได้ หุ้นกลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการดีแต่กลับถูกขาย สะท้อนว่ามหภาคอยู่เหนือจุลภาคอย่างชัดเจน กลุ่มพลังงานเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักไม่ว่าเงินเฟ้อจะออกมาทางไหน เพราะราคาน้ำมันสูงหนุนทั้งในกรณีอุปทานตึงตัวและอุปสงค์แข็งแกร่ง หุ้นไทยอย่าง PTTEP PTT TOP และ SPRC จะตอบสนองในทางบวก ขณะที่หุ้นสายการบินและขนส่งอย่าง AAV BA และ KEX เจอแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้ม AI ระยะยาวยังคงดี แต่จังหวะเข้าซื้อต้องรอผ่านด่าน CPI และ TSMC ไปก่อนเพราะความไม่แน่นอนสูงมาก นักลงทุนและนักวิเคราะห์จึงเทน้ำหนักไปที่การรอดูตัวเลข CPI และแนวโน้มของ TSMC ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ

ขอบคุณครับ นี่คือรายงานเสียงบรรยายสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ฉบับภาษาไทย ที่ปรับแต่งให้เป็นธรรมชาติและลื่นไหล พร้อมสำหรับการนำไปใช้กับ Text-to-Speech หรือผู้ประกาศข่าว

ขอบคุณครับ นี่คือรายงานเสียงบรรยายสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ฉบับภาษาไทย ที่ปรับแต่งให้เป็นธรรมชาติและลื่นไหล พร้อมสำหรับการนำไปใช้กับ Text-to-Speech หรือผู้ประกาศข่าว

รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจด้วยเสียงประจำวัน – 14 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ ขอเริ่มต้นรายงานบรรยากาศการลงทุนประจำวันนี้ด้วยภาพรวมที่สำคัญที่สุด ขณะนี้ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับสิ่งที่เราเรียกว่า การฟื้นตัวแบบรูปตัว K ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่เป็นการฟื้นตัวแบบแยกส่วนอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคือตลาดเกิดใหม่ สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ที่ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ

แรงกดดันที่ว่านี้ แม้จะสร้างความกังวล แต่ก็มีข่าวใหญ่ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนความเชื่อมั่น นั่นคือเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษายืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ข่าวนี้มีความสำคัญเชิงโครงสร้างอย่างมากครับ เพราะเป็นการขจัดความเสี่ยงด้านลบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากของการแทรกแซงทางการเมืองต่อนโยบายการเงิน หากเฟดไม่เป็นอิสระ นโยบายการเงินอาจถูกชี้นำเพื่อผลทางการเมืองระยะสั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความผันผวนของเงินเฟ้อและการเติบโตที่ไม่มั่นคง

ในเชิงประวัติศาสตร์ จากฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ของเรา การที่ธนาคารกลางมีอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ช่วยให้ภาคธนาคารสามารถบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เราเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทันทีหลังคำตัดสิน เราคาดการณ์ว่าผลกระทบเชิงบวกนี้จะเป็นไปในระยะสั้นถึงกลาง ประมาณหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ และกลุ่มการเงินจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก จากโอกาสที่ส่วนต่างดอกเบี้ยจะขยายตัวตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ดำเนินต่อไปได้ โดยปราศจากความเสี่ยงทางการเมือง

ในทางกลับกัน แรงหนุนจากความเป็นอิสระของเฟดนี้ ก็เป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำด้วยเช่นกัน ราคาทองคำยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงิน รวมถึงการลดสภาพคล่องของเฟด ข้อมูลของเราชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นให้ประโยชน์กับส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคาร และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ แม้ว่าในระยะยาว ทองคำจะยังมีปัจจัยหนุนจากการซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะสั้นนี้ แนวโน้มยังคงเป็นลบ ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งและเฟดที่ยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

และเมื่อเราพูดถึงตลาดที่ถูกกดดัน คงไม่มีภาพไหนชัดเจนไปกว่าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาเซียน ตัวจุดชนวนสำคัญในวันนี้มาจากอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม S&P Dow Jones Indices ได้ส่งสัญญาณว่า อินโดนีเซียอาจถูกปรับลดอันดับจากตลาดเกิดใหม่ลงไปเป็นตลาดฟรอนเทียร์ เนื่องจากปัญหาความเชื่อมั่นของตลาดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นี่ไม่ใช่ข่าวเล็กๆ เพราะการลดอันดับจะทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจากกองทุนดัชนี passive fund มูลค่ามหาศาล ผลกระทบเห็นได้ทันทีเมื่อดัชนีจาการ์ตาคอมโพสิตของอินโดนีเซียปรับตัวลงหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ในวันนั้น ทำให้การปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปีขยายวงกว้างขึ้นเป็นลบสามสิบสองเปอร์เซ็นต์

ผลกระทบจากวิกฤตอินโดนีเซียนี้ได้ลุกลามไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ของเรา เมื่อค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น ภาคพลังงานและสาธารณูปโภคที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราเห็นในตลาดหุ้นไทย หุ้นอย่าง กัลฟ์, พีทีที, บี.กริม และจีพีเอสซี กำลังเผชิญกับแรงขายจากภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ภาคส่งออกจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า, เคซีอี และฮานา รวมถึงผู้ส่งออกอาหาร เช่น ที.ยู. และซีพีเอฟ ที่รายได้ในรูปเงินบาทจะเพิ่มสูงขึ้น

การอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาค จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มส่งออกอย่างชัดเจน และแรงกดดันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศไทย ตลาดหุ้นอินเดียก็แสดงสัญญาณการได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยดัชนีนิฟตี้ 50 ร่วงลงถึงสองจุดหนึ่งสองเปอร์เซ็นต์ในวันที่ 8 กรกฎาคม ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความกังวลเรื่องโรคติดต่อทางการเงิน หรือ Contagion ที่อาจลุกลามจากอินโดนีเซียไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีความเปราะบางเช่นเดียวกัน

ท่ามกลางภาพความเปราะบางของตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์ กระแสเงินทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำแนวคิดตลาดรูปตัว K ที่เราพูดถึงตอนต้น นี่คือการลงทุนที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมและผลประกอบการ แต่ก็มาพร้อมกับคำเตือนที่สำคัญจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งออกมาเตือนว่าความคึกคักในการลงทุนด้าน AI ที่มากเกินไป อาจปกปิดต้นทุนแฝงและนำไปสู่การพังทลายของราคาได้ในที่สุด เรามองว่านี่คือความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อดูจากเหตุการณ์ในอดีตอย่างกรณีของ FedEx ซึ่งการบีบตัวของอัตรากำไรเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง เราไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุผลกระทบในระยะยาวของกระแส AI ในขณะนี้ ทราบเพียงว่าตลาดกำลังให้รางวัลกับอนาคต แต่ก็ต้องจับตาดูสัญญาณเตือนจาก BIS อย่างใกล้ชิด

สำหรับการเคลื่อนไหวในตลาดอื่นๆ ข้อมูลเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย แต่ก็พอจะประกอบกันเป็นภาพใหญ่ได้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อหุ้น MUFG กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่ ปรับตัวขึ้นสองจุดสามเปอร์เซ็นต์ จนสามารถแซงหน้าโตโยต้าขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด สะท้อนให้นักลงทุนในญี่ปุ่นเริ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ อาจจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธนาคาร ตลาดหุ้นยุโรปนั้นค่อนข้างไร้ทิศทาง ดัชนี EU100 เคลื่อนไหวในกรอบแคบ สะท้อนความไม่แน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ตามรายงานล่าสุดก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน บ่งชี้ถึงความกังวลด้านอุปสงค์

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลในส่วนของตลาดตราสารหนี้ เรายังไม่มีข้อมูลของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี, พันธบัตรเยอรมัน หรือพันธบัตรญี่ปุ่นในวันนี้ และสำหรับดัชนีความผันผวนอย่าง VIX และ MOVE Index ก็ยังไม่มีข้อมูลเช่นกันครับ

โดยสรุปแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองโลก ด้านหนึ่งคือความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างในนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่หนุนตลาด แต่อีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางที่กำลังปรากฏชัดเจนขึ้นในตลาดเกิดใหม่ นำโดยอินโดนีเซีย เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นทางสองเส้นที่แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า การฟื้นตัวแบบรูปตัว K

ข้อมูลสำคัญที่ตลาดจะจับตามองต่อไปในระยะสั้นนี้ คือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป นอกจากนี้ก็คือการประกาศอย่างเป็นทางการของ S&P เกี่ยวกับสถานะของตลาดอินโดนีเซีย รวมถึงรายงานผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม AI ว่ามีต้นทุนแฝงตามที่ BIS เตือนหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า การฟื้นตัวแบบแยกส่วนนี้จะดำเนินต่อไป หรือจะนำไปสู่การปรับฐานครั้งสำคัญของตลาด

ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟังรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันกับเราครับ

**Daily Economic News Voice Briefing — 12 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 12 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ นี่คือรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันจากทีมวิเคราะห์ ข่าวใหญ่ที่ขับเคลื่อนตลาดในวันนี้คือการเปลี่ยนผ่านของกระแสความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไปสู่บรรยากาศผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกแบบสอดประสานกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งขึ้นแรงถึงกว่าร้อยละสิบสองภายในสองวันจากความกังวลอุปทานในตะวันออกกลาง ได้ปรับตัวย้อนกลับอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเริ่มปรากฏความคืบหน้า การลดลงของพรีเมียมความเสี่ยงด้านน้ำมันนี้ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนที่ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละสองจุดแปด และดัชนีราคาผู้บริโภคของบราซิลที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ร้อยละสี่จุดหกสี่ ทำให้ธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย และยิ่งตอกย้ำทิศทางที่ระมัดระวังของธนาคารกลางสหรัฐ นอกจากนั้นคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแนวโน้มเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัว ผลลัพธ์คือการหมุนเวียนเข้าสินทรัพย์เสี่ยงแบบคลาสสิก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงินของสหรัฐปรับตัวขึ้นปิดบวกในวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปที่ดัชนี STOXX 600 ติดลบราวร้อยละสองในรอบสัปดาห์ และคำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือบีไอเอสเกี่ยวกับความเข้มข้นของการลงทุนด้านเอไอ สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ยังเปราะบางและเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน จึงเป็นตลาดรูปตัวเคที่ผู้ลงทุนต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย

มาเริ่มที่ประเด็นแรกซึ่งเป็นแกนกลางของบรรยากาศตลาดวันนี้ นั่นคือการส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักหลายแห่งพร้อมกัน อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนเดือนล่าสุดที่ชะลอมาที่ร้อยละสองจุดแปด ทำให้นายยานนิส สตูร์นารัส หนึ่งในคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรปออกมาระบุว่าอาจถึงเวลาพักการปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ในฝั่งเอเชีย ตลาดแรงงานแคนาดาแกร่งเกินคาดทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติแคนาดาลดลง กลายเป็นข้อยกเว้นที่ดูตึงตัว ในขณะที่บราซิลดัชนีราคาผู้บริโภคออกมาร้อยละสี่จุดหกสี่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นบราซิล อิโบเวสปา พุ่งขึ้นถึงประมาณร้อยละสองภายในวันเดียว เพราะนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางบราซิลจะไม่เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ฝั่งสหรัฐเองคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ปกป้องความเป็นอิสระของเฟดยิ่งเสริมความเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถดำเนินนโยบายตามข้อมูลเงินเฟ้อได้โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อกลุ่มหุ้นการเงินและธนาคาร เมื่อดูจากปฏิกิริยาในอดีต การที่วัฏจักรดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วงหยุดขึ้นหรือที่ราบสูง ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเป็นผลบวกต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารพาณิชย์ โดยที่ยังไม่เกิดแรงกดดันจากหนี้เสียเพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และ ไทยพาณิชย์ ต่างได้รับแรงหนุนจากภาพนี้ เช่นเดียวกันกับกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างศิริ เอพี และ แอล เอช ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจลดลงในอนาคตและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทย ลิสซิ่ง และ ไทด์ล้อ กลับได้รับแรงกดดัน เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงยังคงอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นในแนวโน้มนี้อยู่ในระดับสูงเพราะมีจุดยืนยันหลายจุดจากทั้งยุโรป สหรัฐ และบราซิล

ต่อไปที่ประเด็นความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแรงจากราว 76 ดอลลาร์ ไปแตะเกือบ 79 ดอลลาร์ภายในสองวันซื้อขายต้นสัปดาห์ จากความกลัวอุปทานสะดุดในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะย้อนกลับลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อข่าวการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านมีพัฒนาการเชิงบวก น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท หรือ ดับเบิลยูทีไอ ก็ปรับตัวขึ้นร้อยละห้าจุดหกสามในวันที่ 7 ก่อนจะลดลงกว่าร้อยละสองในวันที่ 9 และทยอยอ่อนตัวเข้าสู่วันศุกร์ การเคลื่อนไหวแบบนี้คือวัฏจักรพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตำรา หุ้นกลุ่มพลังงานใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.สผ. ปตท. ท็อป และ สตาร์ปิโตรเลียม ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาขายที่สูงขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งช่วยหนุนแนวโน้มรายได้ไตรมาสสาม ส่วนกลุ่มธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ อย่างเอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ ที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนใหญ่ กลับเผชิญแรงกดดันด้านมาร์จิ้นจากราคาน้ำมันที่ผันผวน แม้ว่าการปรับตัวลงของน้ำมันในเวลาต่อมาจะช่วยบรรเทาต้นทุนได้บ้าง แต่ความไม่แน่นอนก็ทำให้การวางแผนประกันความเสี่ยงด้านราคาทำได้ยากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือแรงส่งข้ามตลาด การปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วไป ทำให้ตลาดยิ่งเชื่อว่าธนาคารกลางจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตอย่างชัดเจน ในตลาดยุโรปเอง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง แต่หุ้นโวดาโฟนกลับพุ่งขึ้นถึงร้อยละสิบจากข่าวการขายหุ้นในธุรกิจบางส่วน ตอกย้ำว่าเม็ดเงินกำลังหมุนเข้าหาหุ้นที่มีตัวเร่งเฉพาะตัว ขณะที่ภาพรวมของดัชนี STOXX 600 ยังขาดทุนราวร้อยละสองในรอบสัปดาห์ แสดงถึงการเลือกปฏิบัติที่สูง

ประเด็นต่อมาที่ต้องจับตาคือคำเตือนเรื่องการกระจุกตัวของการลงทุนในเอไอ และลักษณะของตลาดรูปตัวเคที่เริ่มชัดเจนขึ้น บลูเบล แคปิตอล ซึ่งเป็นกองทุน activist ได้ออกมาแนะนำให้มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางคำเตือนของบีไอเอสที่ระบุว่าการลงทุนในเอไอที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ความเสี่ยงล้มละลายทางการเงินได้หากการลงทุนเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนตามคาด แต่ในระยะสั้นกระแสยังเป็นบวกอย่างแรง หุ้น SK Hynix ของเกาหลีใต้เข้าตลาดด้วยราคาที่แข็งแกร่งจนช่วยหนุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐโดยรวม และหุ้น Palantir Technologies ก็ปรับตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีเอไอ สำหรับหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ยังมีปัจจัยบวกอีกด้านจากค่าเงินบาทที่อ่อน ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท ตามความสัมพันธ์ในอดีตที่เงินบาทอ่อนมักหนุนกลุ่ม ETRON นี้ แต่นักลงทุนก็ควรตระหนักถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่บีไอเอสเตือนไว้ด้วย

อีกมิติที่ตลาดกำลังจับตาคือความแตกต่างของนโยบายการเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว กรณีที่ชัดเจนคือบราซิลกับแคนาดา ฝั่งบราซิลดัชนีหุ้นพุ่งขึ้นแรงจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำ ส่งผลให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่แคนาดาตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดกลับทำให้ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาแข็งค่า และลดโอกาสลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติแคนาดา เกิดเป็นภาพการแยกตัวของวัฏจักรการเงินโลก สำหรับนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ประเทศที่แสดงสัญญาณเงินเฟ้อชะลอตัวชัดเจนอย่างบราซิล อาจจะได้รับเม็ดเงินไหลเข้ามากกว่าประเทศที่ตลาดแรงงานยังตึงตัว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินและหุ้นในตลาดเกิดใหม่บางแห่งมีแนวโน้มถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

นอกจากประเด็นใหญ่แล้ว ยังมีข่าวรายบริษัทที่สะท้อนภาพการปรับโครงสร้างธุรกิจที่น่าสนใจ หุ้นโวดาโฟนบวกถึงร้อยละสิบจากแผนขายสัดส่วนในกิจการบางส่วน และ Houlihan Lokey บวกขึ้นร้อยละสามจุดสองหลังประกาศซื้อกิจการ Intrepid ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังให้รางวัลกับบริษัทที่เดินหน้าเพิ่มมูลค่าผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรและการควบรวมกิจการ ท่ามกลางภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่แน่นอน

โดยสรุปภาพรวมเศรษฐกิจในวันนี้ โทนหลักคือความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวังบนพื้นฐานของเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัวและธนาคารกลางที่ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย จังหวะนี้กลุ่มการเงินและพลังงานได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ทรงตัวและราคาน้ำมันที่ยืนเหนือระดับก่อนหน้า ขณะที่ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง เพราะอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง หรือกลับพุ่งขึ้นอีกหากการเจรจาล้มเหลว สิ่งที่นักวิเคราะห์และผู้ลงทุนจะจับตามองต่อจากนี้ คือความคืบหน้าของการพูดคุยสหรัฐ-อิหร่านซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาพลังงาน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุด และตัวเลขเงินเฟ้อของยุโรปที่จะออกตามมา นอกจากนี้โมเมนตัมของหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นกระแสที่ไม่อาจมองข้าม แม้จะมีคำเตือนเชิงโครงสร้างจากบีไอเอสก็ตาม

ขอให้ทุกท่านรักษาสมดุลและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด สวัสดีครับ

สวัสดีครับคุณผู้ฟัง พบกับรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับคุณผู้ฟัง พบกับรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

วันนี้ ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช นี่คือข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับบรรยากาศการลงทุนตั้งแต่เมื่อวาน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อทบทวนรากฐานของนโยบายการเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การสื่อสาร การจัดการงบดุลขนาดมหึมา 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ใช้ รวมถึงแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าเราอาจได้เห็นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่เฟดหันมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ยแบบยืดหยุ่นในปี 2020

เหตุใดเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะมันสร้างความไม่แน่นอนในตัวปฏิกิริยาของธนาคารกลางเอง ตลาดไม่เพียงแต่ต้องคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย แต่ยังต้องเดาด้วยว่าตัวกฎเกณฑ์ที่ใช้กำหนดดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในเชิงประวัติศาสตร์ การทบทวนกรอบนโยบายมักสร้างส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของนโยบาย หรือที่เรียกว่า policy drift risk premium ซึ่งจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้นเล็กน้อย และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ระยะยาวไปสู่สินทรัพย์ระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม เรามีข่าวดีประกอบอยู่คือศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสถาบันไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลายความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายที่คลุมเครือนี้เลย ส่วนผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต หากการทบทวนนี้ส่งสัญญาณไปในทางที่เข้มงวดขึ้น เช่นการคงดอกเบี้ยสูงหรือลดงบดุลต่อเนื่อง จะเป็นบวกต่อส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารอย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY แต่ถ้าส่งสัญญาณผ่อนคลาย ก็จะกลับมากดดันส่วนต่างดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่วนธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่ธนาคารอย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR จะอ่อนไหวในทางตรงข้าม โดยได้รับผลลบหากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะออกมาทางไหน ตลาดจึงให้น้ำหนักที่ปานกลางในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า

ในขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 4.7 เปอร์เซ็นต์ โดยชี้ไปที่ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นี่คือประเด็นใหญ่ที่สองของวันนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือแรงส่งต่อราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากเครื่องมือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเรา ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมีผลกระทบแบบสองทาง ด้านหนึ่งเป็นบวกอย่างมากต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตต้นน้ำอย่าง PTTEP โรงกลั่นอย่าง TOP และ SPRC รวมถึงธุรกิจของ PTT ล้วนได้รับอานิสงส์จากราคาขายที่สูงขึ้นและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่สูงก็ส่งผลลบโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งและสายการบิน เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะกดดันอัตรากำไร ซึ่งเราเห็นความสัมพันธ์นี้ในหุ้นอย่าง AAV, BA และ KEX รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์อื่น ๆ อย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น เงินเฟ้อที่หนืดขึ้นยังลดความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะลดดอกเบี้ยในเร็ววัน ซึ่งส่งผลกดดันการขยายตัวของอัตราส่วน P/E ของหุ้นเติบโตสูงทั้งหลาย ตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างบราซิล แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย กลับได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น เราจึงเห็นดัชนี Ibovespa ของบราซิลทะยานขึ้นถึง 3 เปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้ หลังตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งเอื้อให้ธนาคารกลางมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น

ตอนนี้ขอขยับไปยังปัจจัยเร่งด่วนที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์หน้า นั่นคือการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ 6 แห่งของวอลล์สตรีท ในวันที่ 14 และ 15 กรกฎาคมนี้

ตลาดคาดหวังว่าจะได้เห็นรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง เพราะช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนในตลาดสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจเทรดดิ้งของธนาคารเหล่านี้ แต่สิ่งที่นักลงทุนจะโฟกัสจริง ๆ คือมุมมองของผู้บริหารต่อแนวโน้มข้างหน้า โดยเฉพาะความเห็นเกี่ยวกับการทบทวนกรอบนโยบายของเฟด และคุณภาพสินเชื่อ

จากประวัติศาสตร์ รายได้ของวาณิชธนกิจมักเป็นเหมือนระฆังเตือนของระบบเศรษฐกิจ แผนกเทรดดิ้งเห็นกระแสเงินก่อนใคร เจ้าหน้าที่สินเชื่อสัมผัสความเชื่อมั่นภาคธุรกิจได้ก่อนตัวเลขจีดีพี และแผนกบัตรเครดิตก็สะท้อนสุขภาพผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ดังนั้นปฏิกิริยาของตลาดหุ้นใน 48 ชั่วโมงหลังประกาศผลประกอบการจะรุนแรงมาก ถ้าตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญและแนวโน้มยังสดใส อาจเกิดแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นวัฏจักร แต่หากส่งสัญญาณระมัดระวังเรื่องความต้องการสินเชื่อ หรือการเสื่อมคุณภาพของหนี้ ก็อาจตอกย้ำภาพตลาดแบบแยกขั้ว หรือที่เราเรียกว่า K-shaped recovery ซึ่งหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังวิ่งต่อไป แต่นอกนั้นอ่อนแอ

เรื่องของเอไอและเซมิคอนดักเตอร์นี่แหละ ที่นำเราไปสู่ข่าวสำคัญชิ้นที่สี่ นั่นคือคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งออกมาระบุว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ปัญญาประดิษฐ์ในขณะนี้ กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่ในตลาดการเงินโลก

BIS เตือนว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการลงทุนด้านเอไอจะเริ่มปรากฏในบัญชีของบริษัทและราคาผู้บริโภคในไม่ช้า ซึ่งหากผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ตลาดหวัง เราอาจเห็นการหดตัวของมาร์จิ้นและการจัดสรรเงินทุนที่ผิดพลาด คล้ายกับยุคฟองสบู่ใยแก้วนำแสงในปี 1999-2000 หรือยุคน้ำมันเชลออยล์ในปี 2011-2014

ในมุมของตลาด ความคลั่งไคล้หุ้นเอไอยังไม่จางหายไป เรามีข่าว IPO ของ Unitree Robotics ที่ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์ และ SpaceX ที่เตรียมเสนอขายหุ้นมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบ่งบอกว่าความต้องการสินทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยียังสูงมาก ทว่าคำเตือนของ BIS ก็เป็นเหมือนธงแดงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา ความเสี่ยงอยู่ที่ว่า หากผลประกอบการของบริษัทเอไอพลาดเป้า ความเสียหายจะถูกขยายด้วยน้ำหนักตลาดที่สูงมากของหุ้นเหล่านี้ และอาจลามไปทั้งตลาดได้

ขณะนี้ เครื่องมือวัดความสัมพันธ์ของเรายังไม่ได้มีข้อมูลผลกระทบต่อหุ้นเอไอโดยตรงกับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแปซิฟิก แต่เราทราบดีว่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อาจมีความเสี่ยงจากกำลังการผลิตส่วนเกินในระยะกลาง

เมื่อมองภาพรวมตลาดหุ้นในวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เราพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาค ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ 52,454 จุด ยังคงยืนใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี EU350 ของยุโรปดิ่งลงถึง 1.61 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 2,586.84 จุด นี่สะท้อนว่าแรงซื้อขายมีความเป็นเอกภาพต่ำ เงินทุนกำลังย้ายออกจากยุโรปซึ่งถูกลดประมาณการเติบโตจาก IMF และเผชิญต้นทุนพลังงานสูง ไปยังสหรัฐฯ ที่มีแรงหนุนจากประเด็นเอไอและเฟด

ส่วนตลาดหุ้นออสเตรเลีย ASX All Shares ขยับลงเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ 8,961 จุด นิฟตี้ 50 ของอินเดียเพิ่มขึ้น 0.59 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 24,006 จุด ตามข้อมูล 1 กรกฎาคม และแอฟริกาใต้ SA40 บวกถึง 1.13 เปอร์เซ็นต์ ที่ 101,317 จุด ได้แรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นกัน

สำหรับตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พันธบัตรเยอรมนี และญี่ปุ่น รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์ ยูโรต่อดอลลาร์ ราคาทองคำ น้ำมันดิบ WTI และดัชนีความผันผวน VIX หรือ MOVE Index ในวันนี้ไม่มีข้อมูลให้รายงาน

ดังนั้นภาพรวมของวันนี้คือบรรยากาศแห่งการรอคอยและความไม่แน่นอนแบบสองชั้น ชั้นแรกคือความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากกระบวนการทบทวนนโยบายการเงินของเฟดภายใต้ประธานคนใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเห็นกรอบที่ชัดเจน ชั้นที่สองคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่ยอมลดลงตามที่ IMF ระบุ ซึ่งหนุนหุ้นพลังงานแต่กดดันภาคขนส่งและจำกัดโอกาสการลดดอกเบี้ย

ในขณะเดียวกัน ตลาดเตรียมรับแรงกระแทกจากผลประกอบการวาณิชธนกิจในวันจันทร์และอังคารหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่ และคำเตือนเรื่องฟองสบู่เอไอของ BIS แม้จะยังไม่มีผลให้เห็นในทันที แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุนเริ่มถามถึงความคุ้มค่าของราคาที่สูงลิบในปัจจุบัน

สรุปคือ นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับจ้องไปที่รายงานของคณะทำงานเฟด ตัวเลขผลประกอบการแบงก์ใหญ่ และสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อประเมินว่าตลาดจะยังคงเดินหน้าต่อภายใต้แรงหนุนเดิม หรือถึงเวลาแล้วที่ภูมิทัศน์การลงทุนจะเปลี่ยนโฉมอีกครั้ง รายงานข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ จะกลับมาแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป ขอบคุณที่ติดตามครับ

รายงานเสียงสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 10 กรกฎาคม 2026

รายงานเสียงสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 10 กรกฎาคม 2026

วันนี้ตลาดโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน นั่นคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าสูงสุดในรอบสิบปี การทบทวนกรอบนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐภายใต้ประธานคนใหม่เควิน วอร์ช และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนแรงลงท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่หลากหลาย

เรื่องที่ทุกสายตาจับจ้องมากที่สุดในวันนี้คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐภายใต้การนำของประธานวอร์ช ได้ประกาศตั้งคณะทำงานจำนวนห้าชุด เพื่อทบทวนกรอบนโยบายการเงินในมิติที่ครอบคลุมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารนโยบาย งบดุลขนาดมหึมามูลค่าหกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ แหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ และกรอบการประเมินผลิตภาพ การจ้างงาน รวมถึงเงินเฟ้อ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคธรรมดา แต่คือสัญญาณที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบของอัตราดอกเบี้ยโลก

ในอดีต เมื่อใดที่ธนาคารกลางส่งสัญญาณทบทวนนโยบายในเชิงเข้มงวด ตลาดมักปรับตัวทันทีโดยไม่รอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ซึ่งผลที่เห็นได้ชัดคือการปรับตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์ เพราะนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยหรือยุติการผ่อนคลายเร็วกว่าที่คิดไว้ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ จากมุมมองของตลาดพันธบัตร แม้วันนี้เราจะไม่มีข้อมูลตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พันธบัตรเยอรมัน หรือพันธบัตรญี่ปุ่น เนื่องจากข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน แต่ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์นั้นสะท้อนความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบลูกโซ่จากการส่งสัญญาณของเฟดครั้งนี้ มีความชัดเจนในหลายกลุ่มสินทรัพย์ สำหรับภาคธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือไทย กฎความสัมพันธ์ในอดีตที่เรามีบอกเราว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายและผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารจะขยายตัว นั่นคือปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ เช่นบีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรี ในทางตรงกันข้าม กลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

ในฝั่งของทองคำ แรงกดดันที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มต่อเนื่อง ทองคำถูกกดดันจากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและโอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น กฎความสัมพันธ์ยืนยันชัดเจนว่าทองคำอ่อนไหวเชิงลบต่อทั้งสองปัจจัยนี้ และวันนี้ราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกิดใหม่และค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าต่อเนื่อง และนั่นแปลว่าเงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่และค่าเงินของประเทศเหล่าอนาคตทันที เรากำลังเห็นภาพนั้นในตลาดจีนและไทยแล้ว ดัชนีเซี่ยงไฮ้ฟิฟตี้ปรับตัวลดลงหนึ่งจุดสามสี่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วงลงศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยมีแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่อย่างกัลฟ์ และ ปตท. ส่วนในอินเดีย กลับสวนทางด้วยการบวกขึ้นหนึ่งจุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการแยกตัวของตลาดในเอเชียอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวการปรับโครงสร้างดัชนีนิกเคอิ 225 ของญี่ปุ่น ที่จะเพิ่มหมวดสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามา ซึ่งเป็นการย้ำว่าเงินทุนกำลังหมุนเข้าหาตลาดที่เน้นเทคโนโลยี และไหลออกจากดัชนีที่อิงเศรษฐกิจเก่าอย่างจีน

ขยับมาที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นกลไกส่งผ่านที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้ การแข็งค่าขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสิบปี ไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดเงิน แต่คือตัวเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินทุนโลก กฎความสัมพันธ์ที่เรามีระบุตรงกันว่า เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลุ่มผู้ส่งออกจะได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮานา และหุ้นอาหารและเครื่องดื่มอย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ เพราะรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทจะมีมูลค่าสูงขึ้น

ในทางตรงข้าม กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคที่พึ่งพาหนี้สกุลเงินดอลลาร์และนำเข้าก๊าซธรรมชาติ อย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ จะถูกกดดันอย่างหนัก ต้นทุนการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และภาระต้นทุนเชื้อเพลิงก็สูงขึ้น กัลฟ์เองก็เป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกเทขายในวันนี้ สอดคล้องกับกฎความสัมพันธ์ที่เรามี

ทองคำก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและต่อเนื่องจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมก็ซบเซาลง เพราะเมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาสินค้าที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์จะแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้เงินสกุลอื่น

และแล้วเราก็มาถึงข่าวราคาน้ำมันที่ร่วงลงถึงสองเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาปะปนกัน นี่ไม่ใช่แค่การปรับฐานทางเทคนิค แต่คือสัญญาณว่าตลาดกำลังประเมินว่าอุปสงค์น้ำมันกำลังอ่อนแรงลง ซึ่งสอดคล้องกับภาพค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น

ตามกฎความสัมพันธ์ที่เรามี ราคาน้ำมันที่ลดลงจะกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซอย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม โดยทิศทางจะเป็นลบ ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบินอย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของค่าใช้จ่ายจะลดลง สร้างส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นทันที

เราเห็นการหมุนเวียนของเม็ดเงินระหว่างกลุ่มพลังงานและกลุ่มขนส่งตามตำรา และหากมองลึกลงไป ราคาน้ำมันที่ลดลงจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ยังอาจส่งผลย้อนกลับที่ละเอียดอ่อน เพราะมันช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจชะลอความจำเป็นที่เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่นั่นเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ต้องจับตา

เมื่อเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นเอเชียที่เราเห็นความอ่อนแอของจีนและแรงขายในหุ้นใหญ่ไทย เช่นกัลฟ์และปตท. ยิ่งตอกย้ำภาพตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่เผชิญแรงกดดันจากทั้งค่าเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่อินเดียบวกได้หนึ่งจุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์และออสเตรเลียบวกศูนย์จุดสี่เจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการย้ายฐานเงินทุนไปยังประเทศที่มีอุปสงค์ภายในแข็งแกร่งและพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์น้อยกว่า

ในด้านความผันผวนของตลาด วันนี้เราไม่มีข้อมูลดัชนี VIX และ MOVE Index ให้รายงาน แต่สถานการณ์การเมือง เช่นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนจากกระบวนการทบทวนนโยบายของเฟด ล้วนเป็นปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง เพราะความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

โดยสรุปภาพรวมเศรษฐกิจวันนี้ โทนโดยรวมคือความระมัดระวังแบบก้ำกึ่งลบ แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อย่างดาวโจนส์จะบวกเล็กน้อยศูนย์จุดสองเก้าเปอร์เซ็นต์ และแนสแด็กบวกศูนย์จุดสามสามเปอร์เซ็นต์ แต่ภายใต้พื้นผิวคือตลาดที่แยกขั้วชัดเจน กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือผู้ส่งออกไทยและหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่หุ้นพลังงาน สาธารณูปโภค และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำถูกกดดัน ธนาคารกลับมาโดดเด่นจากความคาดหวังส่วนต่างดอกเบี้ย

สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต้องจับตามองจากนี้คือรายละเอียดของคณะทำงานทั้งห้าชุดของเฟดภายใต้ประธานวอร์ช ซึ่งอาจใช้เวลาหนึ่งถึงสามเดือนเพื่อตกผลึก แต่ตลาดการเงินจะไม่รอถึงตอนนั้น การปรับฐานของราคาสินทรัพย์ได้เริ่มต้นแล้ว และหากค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าต่อ หรือการทบทวนของเฟดส่งสัญญาณเร่งลดงบดุลเร็วขึ้น เราอาจเห็นแรงกระเพื่อมที่รุนแรงในตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มเติม รายงานฉบับนี้จึงขอปิดท้ายว่าทิศทางของค่าเงินดอลลาร์และถ้อยแถลงจากเฟด คือสองปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า

**Daily Economic News Voice Briefing — 9 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 9 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ คุณผู้ฟัง กลับมาพบกันอีกครั้งกับรายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันที่ส่งตรงถึงคุณด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ วันนี้ภาพใหญ่ของตลาดโลกกำลังหมุนตัวอย่างรวดเร็วจากความประมาทในสัปดาห์ก่อน ไปสู่การประเมินความเสี่ยงใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางที่ชี้ไปยังภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น หรือที่เราเรียกว่า Stagflationary Risk Repricing ครับ

เหตุการณ์ปะทุขึ้นเมื่อเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธในทะเลแดงใกล้เยเมน นี่คือชนวนที่สร้างความกังวลในทันทีว่าเส้นทางการค้าโลก ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานพลังงานจะถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เราไม่มีทางเมินเฉยต่อจุดนี้ได้ เพราะทะเลแดงคือเส้นเลือดใหญ่ที่รองรับประมาณสิบสองเปอร์เซ็นต์ของการค้าโลก เมื่อการเดินเรือถูกคุกคาม เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาขนส่งอีกสิบถึงสิบสี่วันโดยประมาณ ซึ่งจะดันดัชนีค่าระวางเรือแห้งเทกองหรือ BDI ให้ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านต้นทุนค่าขนส่งเข้าไปในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรงครับ

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของเรากับตลาดหุ้น ในอดีตเมื่อ BDI ปรับตัวขึ้น หุ้นกลุ่มเดินเรือสินค้าแห้งเทกองอย่าง PSL, TTA และ RCL มักจะตอบสนองในเชิงบวก ในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นพร้อมกันนั้นกดดันสายการบินและธุรกิจขนส่งที่ใช้น้ำมันมาก เช่น AAV, BA และ KEX โดยตรง และเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็ตอบสนองทันที วันนี้เราเห็น West Texas Intermediate หรือ WTI พุ่งขึ้นถึงเจ็ดจุดยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ มาอยู่ที่ระดับเจ็ดสิบสามจุดหกเก้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ในภาพรวมเดือนที่ผ่านมายังลดลงถึงสิบแปดจุดสิบหกเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ราคาน้ำมันที่ดีดกลับอย่างรวดเร็วนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของสายการบินและโลจิสติกส์อย่างที่กล่าวไปครับ

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีกคือ รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ที่ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อโลกปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างถึงราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก IMF ยังปรับลดประมาณการเติบโตของฝรั่งเศสและเยอรมนีลง ซึ่งส่งสัญญาณอุปสงค์ที่อ่อนแอในฝั่งยุโรปไปพร้อม ๆ กันครับ

การปรับเพิ่มของ IMF นี้ลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อรวมกับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ยิ่งตอกย้ำว่าเฟดสามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงได้ต่อไปโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมือง ภาพ “ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด” จึงกลับมาแข็งแกร่ง สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยืนหยัดที่ระดับดัชนีค่าเงิน DXY หนึ่งร้อยจุดเก้าสิบสอง เพิ่มขึ้นสองจุดหกสิบสี่เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปี และสามจุดสามสิบสี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่านี้ส่งผ่านไปทั่วโลก ประเทศตลาดเกิดใหม่ถูกกดดัน สกุลเงินอ่อนค่า แต่ในทางกลับกันผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นดอลลาร์ เช่น TU, CPF, DELTA และ KCE กลับได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

สำหรับภาคการเงิน ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มอยู่ต่อเนื่อง ขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ข้อมูลในอดีตชี้ว่าหุ้นกลุ่มนี้เช่น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY มักปรับตัวขึ้นตามความคาดหวังนโยบายการเงินตึงตัว แต่ในอีกฟากหนึ่ง สถาบันการเงินนอกธนาคารอย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR กลับเผชิญกับต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการทำกำไรที่ถูกบีบ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง SIRI, AP, SPALI และ LH ที่ยอดโอนอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่สูงขึ้นครับ

อีกด้านหนึ่งของตลาดพลังงาน เรายังเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI ที่ปรับขึ้นหนึ่งจุดเก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว และเพิ่มขึ้นถึงสิบสี่จุดเจ็ดสิบสองเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปี ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นหนุนหุ้น BANPU และ LANNA ในขณะที่ภาคพลังงานนิวเคลียร์ก็เดินหน้าต่อเนื่อง ดัชนีหุ้นนิวเคลียร์ขึ้นหนึ่งจุดเก้าสิบสี่เปอร์เซ็นต์ต่อวัน และสิบหกจุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน มาตรการบังคับใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของอินเดียและบราซิลยังเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานวัตถุดิบเกษตร ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาอาหารและสร้างเงินเฟ้อระลอกสองต่อไป

เรามาต่อกันที่ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในโลกเทคโนโลยีครับ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์จากจีนได้รับอนุมัติให้เสนอขายหุ้น IPO ในตลาด STAR Market มูลค่าหกสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรอย SpaceX ที่เพิ่งเปิดตัวใน Nasdaq ด้วยมูลค่ามหาศาลถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ ข่าวนี้กระตุ้นบรรยากาศการลงทุนในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ทว่าธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือ BIS ก็ออกมาเตือนอย่างจริงจังว่า การลงทุนที่พุ่งทะยานในปัญญาประดิษฐ์มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ฟองสบู่ทางการเงิน” เพราะต้นทุนที่ซ่อนเร้นจำนวนมากยังไม่ได้สะท้อนในงบบริษัทและราคาผู้บริโภค คำเตือนนี้สำคัญเพราะมาจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่มีแรงจูงใจในการสร้างความตื่นตระหนกเกินจริง

ในแง่ของผลกระทบ เราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างหุ้น AI รายตัวกับราคาน้ำมันหรืออัตราดอกเบี้ยในฐานข้อมูลที่ใช้ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ K-Shaped Market ที่ถูกระบุโดย Bluebell Capital ชี้ว่าในภาวะดอกเบี้ยสูง หุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์อาจยังคงวิ่ง outperform ตลาดโดยรวมได้เพราะแรงหนุนจากสภาพคล่องและ sentiment ของนักลงทุนที่ไล่ตาม momentum ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นถูกกดดัน จึงเป็นภาพผสม ไม่ได้มีคำตอบชัดเจนในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงการพังทลายของ AI แบบที่ BIS เตือนคือหาง downside ในระยะหกถึงสิบแปดเดือนที่ต้องจับตามอง

เมื่อเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน เราเห็นการหมุนตัวอย่างมีนัยสำคัญจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่ทะเลแดง ประกอบกับสัญญาณยืนยันเงินเฟ้อจาก IMF และการคงดอกเบี้ยของเฟดที่ถูกรับรองโดยศาลสูงสุด ทุกอย่าง converge สู่บรรยากาศที่ระมัดระวังและ defensiveness เพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับพลังงานและการขนส่งทางเรือได้รับแรงหนุน ขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและดอกเบี้ยขาขึ้นถูกกดดันอย่างชัดเจน

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ยังแข็งค่าเป็นอุปสรรคต่อเนื่องของสินทรัพย์ประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเกราะให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้สกุลเงินดอลลาร์ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปีขยับขึ้นหนึ่ง basis point มาที่หนึ่งจุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ และผลตอบแทนพันธบัตรอายุสามสิบปีที่ประมูลออกมาอยู่ที่สามจุดศูนย์เจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนแรงกดดันด้านดอกเบี้ยที่ชายขอบเช่นกัน

ในแง่ของภาพรวมทางอารมณ์ตลาด ความรู้สึกในวันนี้จึงอยู่ที่ “ระมัดระวังและค่อนข้างไปทางลบ” หรือ Cautiously Bearish ครับ เพราะแม้จะมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งจากความเป็นอิสระของเฟด แต่ตัวเร่งระยะสั้นเกือบทั้งหมดกลับเอียงไปทาง downside จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

ไม่มีข้อมูลของดัชนีหุ้นหลักและความผันผวนของตลาดในวันนี้ ทองคำก็ไม่มีราคาปิดให้ แต่หากดูจากความสัมพันธ์ มีความเป็นไปได้ว่าทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและนโยบายตึงตัวของเฟด

สรุปภาพรวมในวันนี้ครับ เรือถูกโจมตีในทะเลแดงคือตัวจุดชนวน IMF ปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อคือตัวตอกย้ำ การหมุนพอร์ตเข้าสู่หุ้นพลังงานต้นน้ำและเดินเรือคือการตอบสนองที่มีน้ำหนักมากที่สุด ภาคการธนาคารขนาดใหญ่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ขณะที่สายการบิน การเงินนอกแบงก์ และอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงบีบจากทั้งสองด้านพร้อมกัน และท้ายสุด เสียงเตือนจาก BIS เรื่องฟองสบู่ AI เป็นหางความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ในระยะยาว

คืนนี้และวันพรุ่งนี้ สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตามากที่สุดคือ สถานการณ์ในเส้นทางทะเลแดงว่าจะยกระดับหรือคลี่คลายแค่ไหน ถ้อยแถลงครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐ และระดับราคาน้ำมันดิบ WTI โดยเฉพาะการทดสอบแนวต้านสำคัญที่เจ็ดสิบห้าดอลลาร์ หรือการหลุดต่ำกว่าหกสิบแปดดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นตัวบอกทิศทางของエネルギーและเงินเฟ้อในช่วงต่อไปครับ

ขอให้คุณผู้ฟังรักษาสติ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพบกันใหม่ในรายงานพรุ่งนี้ สวัสดีครับ

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 9 กรกฎาคม 2569

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 9 กรกฎาคม 2569

ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก่อนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอีกประมาณสามสัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนส่วนใหญ่ลดความเชื่อมั่นลงอย่างชัดเจน แม้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดจะช่วยขจัดความเสี่ยงด้านโครงสร้างการเมืองออกไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ภาพรวมยังคงเต็มไปด้วยความแตกต่าง—ระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น, ระหว่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ได้แรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์กับดัชนีในวงกว้าง, และระหว่างตลาดพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่

เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ของวันนี้ ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกปรับตัวลดลงก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันทฤษฎีตลาดรูปตัว K ก็ยิ่งทวีความเข้มข้น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ อย่างพาแลนเทียร์และไมครอน ยังคงเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดโดยรวม สะท้อนการกระจุกตัวของเม็ดเงินในหุ้นโครงสร้างการผลิตแห่งอนาคต

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ สัญญาณความตึงเครียดเริ่มชัดเจนขึ้น อินโดนีเซียเผชิญความเสี่ยงถูกลดชั้นจากตลาดเกิดใหม่ลงไปเป็นตลาดฟรอนเทียร์ หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตาร่วงลงไปแล้วร้อยละ 32 นับจากต้นปี ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉินวงเงินสองแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ท่ามกลางการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบห้าแสนล้านบาทในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดภาวะตลาด ดัชนี US30 หรือดาวโจนส์ ปรับลดลงร้อยละ 0.33 มาอยู่ที่ระดับ 52,876 จุดในวันที่ 7 กรกฎาคม และก่อนหน้านั้นในวันที่ 5 กรกฎาคมก็ปรับลดลงร้อยละ 0.08 มาที่ 52,856 จุด สะท้อนบรรยากาศระมัดระวังและไหลลงช้า ๆ ทางด้านยุโรป ดัชนี S&P Europe 350 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.86 มาที่ 2,611.43 จุด ในวันที่ 1 กรกฎาคม แต่เป็นข้อมูลที่ล่าช้ากว่าภาพปัจจุบัน ส่วน EU100 อยู่ที่ 1,926 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.33 ย้อนกลับไปวันที่ 30 มิถุนายน

ในเอเชีย ดัชนี NIFTY 50 ของอินเดียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 2.12 มาที่ 23,882 จุดในวันที่ 8 กรกฎาคม หลังจากที่เคยขยับขึ้นมาแตะ 24,006 จุดในวันที่ 1 กรกฎาคม การกลับทิศเช่นนี้ส่งสัญญาณขาลงที่ชัดเจน ส่วนตลาดหุ้นไนโรบี ออลแชร์ ของเคนยา ยังทรงตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 มาที่ 224 จุด และหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป Euro Stoxx Banks อยู่ที่ 301.40 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.57 แสดงความแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน

สำหรับข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พันธบัตรเยอรมัน และพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนสำคัญ ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน WTI ในวันนี้ ไม่มีข้อมูลให้รายงาน ส่วนดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE Index ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน มีเพียงดัชนี JPVIX ของญี่ปุ่นที่ปรับลดลงร้อยละ 11.67 มาอยู่ที่ 38.30 จุด แต่นั่นเป็นข้อมูลสิ้นเดือนมิถุนายนที่ล่าช้า

การนับถอยหลังสู่การตัดสินใจของเฟดคือประเด็นหลักที่กดทับบรรยากาศการลงทุน ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยให้น้ำหนักไปที่การปรับขึ้น 0.25 จุด อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมถึงแรงกดดันจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ล้วนเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางต้องชั่งน้ำหนัก คำตัดสินของศาลฎีกาที่ปกป้องความเป็นอิสระของเฟดนั้นเป็นผลดีเชิงโครงสร้างในระยะยาว แต่ไม่อาจชดเชยความไม่แน่นอนระยะใกล้ได้

ในเชิงผลกระทบ ข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า เมื่อดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ภาคธนาคารพาณิชย์จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หุ้นอย่าง BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นนี้ ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อส่วนบุคคลที่มิใช่ธนาคาร อย่าง SAWAD MTC และ TIDLOR มักถูกกดดันจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะบีบอัดมาร์จิ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มเผชิญแรงขายจากมูลค่าปัจจุบันที่ถูกปรับลดลง การขึ้นดอกเบี้ยยังมีผลลำดับที่สองคือการทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและไทย

การเปลี่ยนผ่านมาที่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเอไอ ตลาดกำลังเผชิญภาวะตลาดรูปตัว K อย่างชัดเจน บลูเบลล์ แอดไวซอรี่ ได้แนะนำให้นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่หุ้นกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน ความเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับราคาหุ้นพาแลนเทียร์ที่พุ่งขึ้นจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในความสามารถด้านการขุดข้อมูลด้วยเอไอ และหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในปี 2026 และกลายเป็นสมาชิกกลุ่มบริษัทมูลค่าตลาดระดับล้านล้านดอลลาร์ โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาอาจแตะ 2,000 ดอลลาร์ต่อหุ้นภายในหนึ่งปี ไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรงสำหรับกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ แต่โมเมนตัมด้านกำไรและกระแสเงินทุนจากสถาบันยังคงหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดในระยะกลาง ขณะที่ดัชนีในวงกว้างยังคงผสมผสาน การกระจุกตัวของเงินทุนในหุ้นกลุ่มนี้อาจทำให้การกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมทำงานได้ไม่เต็มที่

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ อินโดนีเซียกำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งสำคัญ เมื่อ S&P Dow Jones Indices ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ลงสู่ตลาดฟรอนเทียร์ จากปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตาร่วงลงอีกร้อยละ 1.5 ในวันเดียว และขยายผลขาดทุนตั้งแต่ต้นปีเป็นร้อยละ 32 การปรับลดสถานะเช่นนี้จะทำให้กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ถูกบังคับขายหุ้นอินโดนีเซียออกมา สร้างแรงขายทางกลไกที่ต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐาน

ขณะที่ประเทศไทย รองนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยระบุว่าประเทศกำลังเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 500,000 ล้านบาทในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่อ่อนเทียบดอลลาร์ ส่งผลลบต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น BGRIM GPSC และ GULF เนื่องจากภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์และต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เงินบาทอ่อนกลับส่งผลบวกต่อกลุ่มส่งออกอาหารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นอย่าง TU CPF ITC AAI DELTA KCE และ HANA จะได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เป็นเงินบาทมากขึ้น นี่คือภาพที่ตอกย้ำว่าความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเฉพาะประเทศ แต่เป็นผลจากกลไกเดียวกัน คือราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กดดันค่าเงิน และนำเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ

อีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือการแยกทางระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น รายงานต่าง ๆ ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจที่ดีอาจไม่ส่งผลดีต่อราคาหุ้นอีกต่อไป เมื่อตลาดเริ่มหยุดตอบรับข่าวดีทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความคาดหวังเรื่องนโยบายการเงินได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดราคา เราเห็นการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีก่อนตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ และตลาดฟิวเจอร์สปรับตัวลดลง หากข้อมูลการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจกลายเป็น “ข่าวดีที่เป็นข่าวร้าย” เพราะจะยิ่งตอกย้ำการปรับขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากข้อมูลอ่อนแอ ก็จะจุดชนวนความกังวลเรื่องการชะลอตัว ไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรงสำหรับรูปแบบการแยกทางนี้ แต่ความเชื่อมั่นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

ในมุมของความน่าจะเป็น กรณีฐานที่ตลาดให้น้ำหนักอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 คือเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุด ซึ่งตลาดได้ดูดซับไปบ้างแล้ว หุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากอุปสงค์เชิงโครงสร้าง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังคงเผชิญแรงกดดันแต่ไม่ลุกลามเป็นระบบ กรณีบวก ร้อยละ 20 หากข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอ ลดความเร่งด่วนในการขึ้นดอกเบี้ย จะหนุนหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต รวมถึงส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง บรรเทาแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ กลุ่มส่งออกไทยจะมีแรงหนุนชัดเจน ส่วนกรณีลบ ร้อยละ 25 หากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งผิดคาด อาจเปิดทางให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.50 จุด หรือยืดเยื้อรอบเข้มงวด เทคโนโลยีจะถูกเทขายอย่างรุนแรง และความเครียดของตลาดเกิดใหม่อาจลามสู่ภาวะติดเชื้อทางการเงิน โดยอินโดนีเซียอาจถูกปรับลดชั้นจริง และปัญหาการคลังของไทยอาจทวีความรุนแรง

โดยสรุปในวันนี้ ตลาดการเงินโลกอยู่ในช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ ภาวะตลาดรูปตัว K คือสัจธรรมเชิงโครงสร้างที่กดดันให้นักวิเคราะห์ต้องเลือกข้างระหว่างหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ กับกลุ่มอื่น ๆ ที่วัฏจักรอ่อนแอ การนับถอยหลังสู่การตัดสินใจของเฟดคือศูนย์กลางของทุกสายตา และตลาดเกิดใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนผ่านอินโดนีเซียและไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึงคือตัวแปรชี้ขาดใน 48 ชั่วโมงนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด มันจะกำหนดทิศทางของราคาสินทรัพย์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงต่อจากนี้

**Daily Economic News Voice Briefing — 7 กรกฎาคม 2026**

Daily Economic News Voice Briefing — 7 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ขอต้อนรับเข้าสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ดิฉัน [ชื่อผู้ประกาศ] จะพาท่านไปติดตามพัฒนาการสำคัญที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดการเงินโลกในวันนี้

เรื่องใหญ่ที่สุดที่ทุกตลาดจับตามองคือการกลับมาของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงใกล้ประเทศเยเมนโดยกลุ่มติดอาวุธ ข่าวนี้กระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงภายในวันเดียว น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5.63 ปิดที่ 72.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.81 ไปอยู่ที่ 76.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักลงทุนกังวลว่าเส้นทางการค้าหลักและห่วงโซ่อุปทานพลังงานจะถูกคุกคาม ซึ่งเป็นความกลัวที่เพิ่มเข้ามาบนความเปราะบางที่มีอยู่แล้วในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงมีทุ่นระเบิดหลงเหลือจากการสู้รบก่อนหน้านี้

ทันทีที่ข่าวการโจมตีเผยแพร่ออกมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง โดยดัชนี US30 ลดลง -99 จุด หรือร้อยละ 0.33 ปิดที่ 52,876 จุด ขณะที่ดัชนี EU100 ของยุโรปปรับตัวลงแรงกว่าร้อยละ 1.12 มาอยู่ที่ 1,913 จุด ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนไหวของยุโรปต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจยุโรปพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานและเส้นทางเดินเรือผ่านตะวันออกกลาง ดัชนีวัดความผันผวนของตลาด หรือ JPVIX ณ สิ้นเดือนมิถุนายนเคยลดลงมาอยู่ที่ 38.3 จุด หรือลดลงร้อยละ 11.67 แต่คาดว่าตัวเลขนี้จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันต่อๆ ไปจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

เหตุการณ์ในทะเลแดงครั้งนี้ มีความสำคัญเพราะทะเลแดงเป็นจุดคอขวดสำคัญที่เชื่อมต่อสินค้าจากเอเชียเข้ากับตลาดผู้บริโภคยุโรป การโจมตีเรือสินค้าทำให้ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันสูงขึ้น และย่นระยะเวลาส่งมอบสินค้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์คล้ายคลึงกับที่กลุ่มฮูษีในเยเมนเคยโจมตีเรือในช่วงปี 2023 ถึง 2024 ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นร้อยละ 5 ถึง 10 ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แล้วค่อยๆ ลดลงหากไม่เกิดการบานปลาย สำหรับผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรม จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตที่เรามีอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น PTTEP, PTT, TOP และ SPRC เพราะราคาขายและมูลค่าสินค้าคงคลังปรับเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบินอย่างมีนัยสำคัญ เช่น AAV, BA และ KEX ที่จะเผชิญกับภาวะมาร์จิ้นถูกบีบอัด เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจการบิน ซึ่งเรากำลังเห็นตลาดเริ่มตอบสนองตามรูปแบบนี้ในวันนี้

(เสียงเปลี่ยน) ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น ทางฝั่งยุโรปกลับมีข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อ โดยตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนเดือนมิถุนายนชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.8 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นาย Yannis Stournaras หนึ่งในคณะกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณว่าอาจถึงเวลาพักวงจรขึ้นดอกเบี้ยแล้ว โดยเขาชี้ว่าการประชุม ECB ในเดือนกันยายนนี้จะเป็นจุดตัดสินใจที่สำคัญ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งความหวังว่า ECB จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งโดยทฤษฎีแล้ว การชะลอขึ้นดอกเบี้ยหรือหยุดขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป และเปิดทางให้หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นได้ ฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตยืนยันว่า การขึ้นดอกเบี้ยเป็นผลบวกต่อธนาคาร เพราะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) กว้างขึ้น หุ้นอย่าง BBL, KBANK, SCB และ KTB จึงได้รับประโยชน์ แต่เมื่อทิศทางเปลี่ยนเป็นการหยุดขึ้น ผลบวกนั้นอาจลดลง ขณะเดียวกันกลุ่มไฟแนนซ์และหลักทรัพย์ที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อย เช่น SAWAD, MTC และ TIDLOR จะได้รับความบรรเทาเพราะต้นทุนดอกเบี้ยทรงตัว อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากเหตุการณ์ในทะเลแดง หากราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง อาจก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านต้นทุนส่งผ่านไปยังยุโรปในอีก 4 ถึง 6 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ ECB ต้องกลับมาพิจารณาท่าทีอีกครั้ง เราจึงกำลังจับตาช่วงเวลาแคบๆ ระหว่างนี้ถึงเดือนกันยายน ซึ่งยุโรปอาจได้ประโยชน์จาก ECB ที่ใช้นโยบายแบบประคับประคอง หากไม่มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น

(เสียงเปลี่ยน) ในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งเป็นเสมือนธนาคารกลางของธนาคารกลางทั่วโลก ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า การแห่ลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่ผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น มีความเสี่ยงที่จะจบลงด้วยฟองสบู่แตก หรือที่ BIS เรียกว่า “financial bust” เพราะต้นทุนแอบแฝงจะเริ่มปรากฏในบัญชีบริษัทและราคาผู้บริโภค คำเตือนนี้ถือเป็นเสียงจากสถาบันที่มีน้ำหนักมาก และมักจะเป็นสัญญาณก่อนที่หน่วยงานกำกับดูแลจะเข้มงวดขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เราก็เห็นสัญญาณที่แตกต่างจากวาณิชธนกิจอย่าง Deutsche Bank ที่เพิ่งปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Micron Technology ขึ้นไปถึง 1,550 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยชี้ว่า อัตรากำไรที่พุ่งขึ้นจากความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI นั้นเป็นของจริง ความเห็นที่สวนทางกันนี้สะท้อนว่า ตลาด AI อาจไม่ได้เป็นฟองสบู่ทั้งแผง แต่กำลังเกิดการแยกขั้ว ระหว่างหุ้นที่มีพื้นฐานกำไรรองรับ อย่าง Micron กับหุ้นเก็งกำไรอื่นๆ ที่อาจถูกกระทบหากมีการตรวจสอบบัญชีหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น

(เสียงเปลี่ยน) ตลาดพลังงานยังมีอีกหนึ่งปัจจัยหนุนจากฝั่งเอเชีย นั่นคือสถานการณ์ถ่านหินในอินโดนีเซีย อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับหมุนเวียน เนื่องจากราคาถ่านหินในตลาดโลกสูงกว่าราคาที่รัฐบาลกำหนดให้ขายในประเทศ หรือ DMO ทำให้เหมืองหลายแห่งเร่งส่งออกแทนที่จะป้อนโรงไฟฟ้าภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดวิกฤตอุปทานในประเทศ และมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะออกมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาอุปทานในประเทศ ซึ่งจะทำให้อุปทานถ่านหินในตลาดทะเลแคบลงไปอีก เมื่อมีอุปทานลดลง ราคาถ่านหินโลกก็จะปรับตัวสูงขึ้น ฐานข้อมูลในอดีตของเราชี้ว่า ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นเป็นผลบวกอย่างตรงไปตรงมาต่อหุ้นผู้ผลิตถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าที่ต้องนำเข้าถ่านหินราคาแพงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC และ GULF จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง สิ่งที่น่าสนใจคือจังหวะเวลาของข่าวอินโดนีเซียนี้มันซ้ำเติมแรงหนุนราคาพลังงานจากเหตุทะเลแดง ทำให้ภาพรวมของกลุ่มพลังงานยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักวิเคราะห์กำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

(เสียงเปลี่ยน) เมื่อเราประมวลภาพทั้งหมดในวันนี้ ตลาดอยู่ในภาวะที่ต้องแบกรับความเสี่ยงสองด้าน คือ ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความกังวลเชิงโครงสร้างจากราคาสินทรัพย์เทคโนโลยีที่อาจสูงเกินไปตามคำเตือนของ BIS ในขณะเดียวกันก็มีแรงถ่วงจากความเป็นไปได้ที่ ECB จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ช่วยพยุงหุ้นยุโรปและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ไว้ได้บ้าง แต่แรงนี้ก็ยังเปราะบางและมีเงื่อนไข เพราะขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ทะเลแดงจะยุติลงเร็วแค่ไหน

หากเรามองไปข้างหน้า ตลาดจะจับจ้องไปที่สามสิ่งสำคัญใน 48 ชั่วโมงข้างหน้านี้ หนึ่งคือจะมีรายงานเหตุโจมตีเรือเพิ่มเติมในทะเลแดงหรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุการณ์เพิ่มเติม ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะย่อตัวลงร้อยละ 40 ถึง 60 ของที่พุ่งขึ้นภายในสองสัปดาห์ สองคือแถลงการณ์ของ ECB เกี่ยวกับแนวโน้มการประชุมเดือนกันยายน ถ้าธนาคารกลางส่งสัญญาณผ่อนคลายต่อเนื่อง ก็จะหนุนตลาดหุ้นยุโรป และสามคือนโยบาย DMO และการส่งออกถ่านหินของอินโดนีเซีย หากประกาศจำกัดการส่งออก จะหนุนราคาถ่านหินและหุ้นพลังงานต่อไป

ภาพรวมในวันนี้จึงยังคละเคล้าไปด้วยความระมัดระวังและความหวัง ตลาดหุ้นเอียงไปทางลบเพราะแรงกดดันจากค่าพลังงาน แต่ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกมากนัก เพราะยังมีกันชนจากท่าทีของธนาคารกลางยุโรป นักลงทุนจึงรอดูพัฒนาการของแต่ละปัจจัยอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ ข่าวสารในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางระยะสั้นนี้อย่างแน่นอน

สำหรับรายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกับรายงานครั้งต่อไป สวัสดีครับ

**Daily Economic News Voice Briefing — 6 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 6 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ ขอเริ่มสรุปภาพรวมเศรษฐกิจประจำวันนี้นะครับ ตลาดการเงินโลกวันนี้เผชิญกับแรงดึงระหว่างข่าวดีในเชิงโครงสร้างและปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้มีคำตัดสินยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งช่วยขจัดความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินที่สำคัญออกไป ขณะเดียวกันก็มีรายงานเหตุโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงใกล้เยเมน กลับมาเติมพรีเมียมความเสี่ยงให้กับตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส เกี่ยวกับความเปราะบางของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยียังสะท้อนพื้นฐาน หรือกำลังเข้าสู่ภาวะราคาที่สมบูรณ์แบบเกินไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพตลาดวันนี้ออกมาในลักษณะที่เราเรียกว่า รูปตัว K กล่าวคือกลุ่มผู้นำอย่างเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงแข็งแกร่ง แต่เริ่มเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยแทรกเข้ามาบ้างครับ

ในส่วนของระบอบตลาดและมาตรวัดความเชื่อมั่นนั้น ภาพรวมเปลี่ยนจากความระมัดระวังเชิงบวก มาสู่ความเป็นกลางอย่างระมัดระวังเต็มตัวครับ คำตัดสินเรื่องความเป็นอิสระของเฟดเป็นบวกชัดเจน แต่เหตุการณ์ในทะเลแดงก็สร้างความไม่แน่นอนระยะสั้นให้กับพลังงานและโลจิสติกส์ ส่วนคำเตือนของบีไอเอส แม้ไม่ใช่ตัวเร่งปฏิกิริยาทันที แต่ก็เพิ่มความกังวลในระยะกลางให้กับธีมเอไอที่ตลาดให้น้ำหนักอย่างมาก ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดพลวัตแบบผลักและดึง หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงมีแรงซื้อประคองไว้ แต่หุ้นกลุ่มวัฏจักรและขนส่งเริ่มถูกเทขายตรวจสอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเรายังไม่มีข้อมูลดัชนีความผันผวน หรือ วิกซ์ เพื่อยืนยันการตั้งราคาความกลัว แต่สัญญาณทิศทางชี้ว่ามีการปรับลดความเสี่ยงเล็กน้อยที่ขอบพอร์ตครับ

ถ้าดูภาพรวมตลาดจากข้อมูลที่มีอยู่นะครับ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 51,932 จุด บวก 0.11 เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ขณะที่แนสแด็กปรับลดลง -1.09 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 29,118 จุด จากวันที่ 27 มิถุนายน สะท้อนแรงขายทำกำไรในหุ้นเทคโนโลยี ฝั่งยุโรป ดัชนี N100 ปิดที่ 1,926 จุด เพิ่มขึ้น 1.33 เปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณบวกปานกลาง นิฟตี้ 50 ของอินเดียขยับขึ้น 0.59 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 24,006 จุด และดัชนีกลุ่มธนาคารยุโรป SX7E ปิดที่ 301.40 จุด เพิ่มขึ้น 0.58 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เราไม่มีข้อมูลในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมัน ญี่ปุ่น รวมถึงสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำมัน ทองคำ และไม่มีข้อมูลวิกซ์ดัชนีความผันผวนครับ

มาดูรายละเอียดข่าวสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดวันนี้กันนะครับ เริ่มจากข่าวที่มีนัยยะเชิงโครงสร้างมากที่สุด นั่นคือคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า อำนาจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะธนาคารกลางที่เป็นอิสระคือหัวใจของความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อ จากสถิติในอดีตเมื่อใดก็ตามที่ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสั่นคลอน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในตลาดพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นทันที พรีเมียมความเสี่ยงของตลาดหุ้นก็ขยายตัวตาม และหุ้นกลุ่มเติบโตซึ่งมีกระแสเงินสดในอนาคตยาวเป็นพิเศษจะถูกกระทบหนักที่สุด การที่ศาลสูงสุดตัดสินเช่นนี้จึงปิดความเสี่ยงด้านลบที่รุนแรงนั้นไปได้ครับ

สิ่งที่เราจะเห็นตามมาจากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตก็คือ เมื่อเฟดสามารถคงความเป็นอิสระได้ นโยบายการเงินจะเดินตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามวาระการเมือง นั่นเปิดทางให้เฟดสามารถตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงได้นานขึ้นหากจำเป็น และกลไกนี้จะส่งผลบวกโดยตรงกับหุ้นกลุ่มธนาคาร ครับ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นช่วยขยายส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือที่เราเรียกกันว่า NIM รายชื่อหุ้นในฐานข้อมูลที่เคยตอบสนองเชิงบวกต่อดอกเบี้ยขาขึ้นได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่างบีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรี เป็นต้น ในทางกลับกันผู้ประกอบการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและไมโครไฟแนนซ์ อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นข่าวที่หนุนโครงสร้างตลาดในระยะ 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยเราจัดระดับความมั่นใจในประเด็นนี้ไว้สูงครับ

ต่อมาคือข่าวที่เพิ่มแรงเสียดทานให้กับตลาดทันที เหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงใกล้เยเมนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกลุ่มติดอาวุธได้โจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่ง สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางการค้าโลกทันที เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซเป็นจุดคอขวดสำคัญ หากคุณลองนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์การโจมตีเรือโดยกลุ่มฮูตีในช่วงปี 2023 ถึง 2024 จะเห็นภาพคล้ายคลึงกัน ครั้งนั้นค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น 3 ถึง 5 เท่า เวลาจัดส่งสินค้ายืดออกไป 10 ถึง 14 วัน และราคาน้ำมันดิบมีพรีเมียมความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 ถึง 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์เรือลำเดียว แต่โอกาสบานปลายก็ไม่ใช่ศูนย์ครับ

ข้อมูลความสัมพันธ์ของตลาดที่มีอยู่ชี้ชัดว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะส่งผลบวกต่อผู้ผลิตพลังงานโดยตรง หุ้นอย่าง ปตท. สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม มักปรับตัวขึ้นตาม ในทางกลับกัน สายการบินและธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กดดันมาร์จิ้น ครับ นอกจากนี้ยังมีหุ้นกลุ่มเดินเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง อย่าง พรีเชียส ชิปปิ้ง โทรีเซนไทย และอาร์ซีแอล ที่อาจได้ประโยชน์หากค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ที่น่าสนใจก็คือผลกระทบรอบสองที่จะตามมา เช่น ค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวขึ้น จะกลายเป็นต้นทุนแฝงในราคาสินค้า ซึ่งสร้างแรงส่งเงินเฟ้อเล็กน้อยในระบบครับ เราประเมินความมั่นใจในประเด็นนี้ไว้ระดับกลาง เพราะแม้ความเชื่อมโยงจะชัดเจน แต่ความรุนแรงของสถานการณ์ยังไม่แน่นอน

การพัฒนาถัดมาที่ตลาดกำลังจับตาคือคำเตือนของบีไอเอสครับ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเตือนว่า การลงทุนขนาดใหญ่ในปัญญาประดิษฐ์ที่ผลักดันตลาดหุ้นโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เสี่ยงที่จะนำไปสู่การพังทลายทางการเงิน เมื่อต้นทุนที่ซ่อนเร้นเริ่มปรากฏในบัญชีบริษัทและราคาผู้บริโภค นี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนช่วงต้นของวัฏจักรครับ นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มนำไปเปรียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 ที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาก่อนการปรับฐานอย่างรุนแรง แม้ปัจจุบันบริษัทเอไอชั้นนำอย่างอัลฟาเบท เมต้า ออราเคิล และมาร์เวลล์ จะมีรายได้และงบดุลที่แข็งแกร่งจริง ต่างจากยุคนั้น แต่จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่บริษัทเอไอที่ยังไม่มีกำไร กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในศูนย์ข้อมูลที่ก่อหนี้สูง และหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่เกาะกระแสการลงทุนเอไอขึ้นมา

ข้อมูลในฐานของเรามีจุดน่าสนใจครับ การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลเอไอกำลังหนุนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพลังงาน อย่างต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 130 เปอร์เซ็นต์ในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวอย่างของหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากธีมเอไอ หากเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเอไอเริ่มร้าว หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกขายทำกำไรก่อนเพื่อนและเงินอาจไหลกลับไปยังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาลง เช่น ศุภาลัย เอพี แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น นี่จึงเป็นภาพของการหมุนเวียนกลุ่มที่ต้องติดตามครับ ความมั่นใจในมิตินี้อยู่ในระดับต่ำถึงกลาง เพราะเราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างวัฏจักรเอไอกับการพังทลายของตลาด

และข่าวสุดท้ายที่เติมสีสันให้กับธีมเทคโนโลยีก็คือ กระแสการเสนอขายหุ้นไอพีโอครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ สเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ เตรียมเข้าตลาดหุ้นแนสแด็กด้วยมูลค่าระดมทุนสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยูนิตี้ โรโบติกส์ ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์ในตลาดสตาร์ของจีน และไชน่า รีซอร์ส นิว เอ็นเนอร์ยี่ เข้าตลาดเสิ่นเจิ้นด้วยขนาดกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้จะทำให้ปริมาณหุ้นที่ออกใหม่ในตลาดโลกอาจแซงหน้ามูลค่าการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี ซึ่งในอดีตมักเป็นสัญญาณช่วงปลายของวัฏจักรขาขึ้นครับ การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ใช้วิธีระดมทุนแทนที่จะซื้อหุ้นคืนหมายความว่า หุ้นกลุ่มเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนดัชนีมาตลอดกำลังดูดซับเงินทุนเพิ่มอีกมาก ซึ่งจะสร้างแรงกดดันด้านอุปทานและทำให้การจะทำผลงานเหนือตลาดต่อไปนั้นยากขึ้น ข้อมูลเชิงบวกคือไอพีโอพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ของจีนสะท้อนความต้องการในธีมสะอาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจหนุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคทั่วโลกครับ

ในภาพรวมนะครับ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นวันที่ตลาดต้องถ่วงดุลระหว่างแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากความเป็นอิสระของเฟด กับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสัญญาณปลายวัฏจักรของธีมปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่เรายังไม่มีข้อมูล ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ราคาน้ำมันและทองคำ รวมถึงค่าดัชนีวิกซ์ ครับ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวแปรที่ตลาดรอคอยอยู่

สำหรับสิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตาในระยะถัดไป นอกเหนือจากการติดตามพัฒนาการในทะเลแดงว่าจะมีเหตุโจมตีครั้งที่สองหรือไม่ และทิศทางถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดแล้ว รายงานผลประกอบการและแนวโน้มงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าคำเตือนของบีไอเอสจะกลายเป็นความจริงหรือไม่ และท้ายที่สุดหากข้อมูลวิกซ์กลับมาปรากฏ หากดัชนีทะลุระดับ 20 จุดเมื่อใด นั่นจะเป็นสัญญาณยืนยันการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างชัดเจนครับ

โดยสรุปครับ วันนี้ตลาดยืนอยู่บนความระมัดระวัง แต่ยังมีจุดสว่างจากกลุ่มพลังงานและสถาบันการเงิน ในขณะที่ธีมเอไอเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในไตรมาสที่เหลือของปี ขอบคุณครับ

ข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 5 กรกฎาคม 2569

ข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 5 กรกฎาคม 2569

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ จากการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดที่นักลงทุนทุกคนต้องจับตาในวันนี้

ถ้อยแถลงล่าสุดของนายวอร์ชส่งสัญญาณชัดเจนถึงการยกเครื่องอุดมการณ์ครั้งใหญ่ภายในธนาคารกลาง ท่าทีที่แข็งกร้าวและมุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มข้นนี้ กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดหุ้นที่ซื้อขายกันบนความคาดหวังที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดไปสู่ความเข้มงวด มักจะส่งผลลบต่อสินทรัพย์ที่มีอายุยาวหรือที่เราเรียกว่า Duration Assets เช่นหุ้นเติบโตและกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ ในทางกลับกัน มันกลับเป็นข่าวดีอย่างมีนัยสำคัญสำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM

และเมื่อเราพูดถึงภาคธนาคาร วันนี้มีอีกหนึ่งปัจจัยบวกเข้ามาหนุนอย่างชัดเจน นั่นคือผลการทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ออกมาเป็นบวก ซึ่งเป็นเหมือนใบอนุญาตให้ธนาคารต่างๆ สามารถเดินหน้าจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่เรามองเห็นได้จากตัวเลขดัชนีดาวโจนส์สหรัฐ หรือ US30 ที่ทะยานขึ้นกว่าร้อยละหนึ่งจุดศูนย์เจ็ดในวันที่สองกรกฎาคม ซึ่งตรงกับช่วงที่ผลทดสอบถูกประกาศออกมา เป็นการยืนยันว่าตลาดตอบรับข่าวนี้ในเชิงบวกทันที การรวมตัวของสองปัจจัยนี้ คือการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่จะขยายกำไร ประกอบกับไฟเขียวให้คืนทุนแก่ผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY กลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับกัน เราจำเป็นต้องระมัดระวังหุ้นในกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัดส่วนต่างกำไรของธุรกิจเหล่านี้โดยตรง ผลกระทบจึงเป็นลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางความปั่นป่วนจากนโยบายการเงิน ตลาดยังได้รับแรงหนุนด้านบวกจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ออกมายืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ นี่คือการันตีเชิงสถาบันที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการขจัดความเสี่ยงที่ธนาคารกลางจะถูกแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดอย่างรุนแรง แม้ว่าคำตัดสินนี้จะไม่ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายแบบเหยี่ยวของนายวอร์ช แต่มันทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเชื่อมั่นขั้นพื้นฐาน และช่วยลดโอกาสเกิดหายนะในตลาดได้ในระดับหนึ่ง ผลกระทบในแง่จิตวิทยาการลงทุนจึงถือเป็นบวก แต่คงต้องบอกว่าเป็นบวกในระดับกลางๆ และเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ สี่สิบแปดชั่วโมงเท่านั้น

และในขณะที่ตลาดโดยรวมกำลังถูกกดดัน เรากำลังเห็นภาพของการฟื้นตัวแบบ K-Shaped อย่างชัดเจน ด้านหนึ่งหุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารปรับตัวดีขึ้นจากดอกเบี้ยขาขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง หุ้นที่ยังคงยืนหยัดและได้รับเม็ดเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งคือกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาวที่แข็งแรงพอจะต้านทานแรงเสียดทานจากวัฏจักรดอกเบี้ยได้ เราเห็นสัญญาณนี้จากข่าวการเสนอขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลกว่าเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ของ SpaceX และกระแสการระดมทุนครั้งใหญ่ในภาคเทคโนโลยี ซึ่งครั้งนี้อาจมีมูลค่าแซงหน้าการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบสามปี สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันยังคงมองหาการเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน

เมื่อเรามองไปข้างหน้า สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือท่าทีครั้งต่อไปของประธานเฟดวอร์ช หากถ้อยแถลงหรือรายงานการประชุมครั้งหน้าส่งสัญญาณการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าคาด ตลาดหุ้นในวงกว้างอาจเผชิญกับแรงเทขายที่รุนแรงขึ้น ในทางกลับกัน หากวาทกรรมของเขาอ่อนลงบ้าง และตลาดตีความคำตัดสินของศาลว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจ เราก็อาจเห็นการปรับตัวขึ้นในวงกว้าง ทว่าในตอนนี้ ภาพใหญ่ยังคงเป็นตลาดขาลงที่ระมัดระวัง โดยมีภาคธนาคารเป็นเกาะแห่งความแข็งแกร่ง ภาค AI เป็นความหวังระยะยาวของการเติบโต และภาคการเงินรายย่อยเป็นพื้นที่ที่ควรหลีกเลี่ยง นี่คือภูมิทัศน์การลงทุน ณ ปัจจุบัน ที่ข้อมูลเงินเฟ้อและการประชุมเฟดครั้งถัดไปจะกลายเป็นตัวชี้ขาดทิศทางที่แท้จริงของตลาดโลก

Daily Economic News Voice Briefing — 4 กรกฎาคม 2569

Daily Economic News Voice Briefing — 4 กรกฎาคม 2569

วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังจับตาความเชื่อมั่นที่มีต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน อนุญาตให้คุณลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ชั่วคราว เท่ากับเป็นการปิดกั้นความพยายามที่จะทดสอบอำนาจของประธานาธิบดีในการปลดผู้บริหารระดับสูงของเฟดออกจากตำแหน่ง ข่าวนี้สร้างแรงหนุนทางบวกให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกในทันที โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะตลาดมองว่าความเป็นอิสระของเฟดคือเกราะป้องกันนโยบายการเงินจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยในระยะยาว

เมื่อดูข้อมูลในอดีตที่เรามีอยู่ในฐานข้อมูลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นส่งผลเป็นบวกอย่างชัดเจนต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หุ้นของธนาคารอย่างบีบีแอล ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารจะกว้างขึ้น ตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อรายย่อยและไฟแนนซ์นอกธนาคาร อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และติดล้อ จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งไปบีบส่วนต่างกำไรและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อย นี่คือภาพความสัมพันธ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดทุนไทย การที่ศาลฎีการับรองให้เฟดยังคงเดินหน้าตามกรอบนโยบายเดิมได้ โดยไม่ถูกครอบงำทางการเมือง จึงช่วยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากความคาดหวังว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกนาน ก็กำลังส่งผลเป็นลูกโซ่ข้ามกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างน่าสนใจ เงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นหมายถึงเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าลง ซึ่งจากข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม อย่างไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอ-ที-ซี และเอเอไอ รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ประโยชน์โดยตรงจากรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทมากขึ้น นี่คือช่องทางที่ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ช่วยหนุนหุ้นส่งออก ขณะที่อีกฟากหนึ่ง ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีภาระหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สูงอย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กลับต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากค่าพลังงานนำเข้า ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความเปราะบางในระยะสั้นถึงหนึ่งเดือน

ผลกระทบต่อเนื่องที่ชัดเจนอีกประการคือแรงกดดันต่อราคาทองคำ ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ภาวะถดถอยระยะสั้น จากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับสูงขึ้น นักลงทุนต้องจ่ายค่าเสียโอกาสมากขึ้นในการถือครองทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ย แม้ความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยพยุงราคาไว้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกลับทิศทางแนวโน้มขาลงในช่วงนี้ ภาพรวมจึงเป็นลบต่อทองคำและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีเราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางตรงจากหุ้นเหมืองทองคำในตลาดหลัก แต่ทิศทางของราคาทองคำเองก็ส่งสัญญาณเชิงลบอย่างชัดเจน

มาที่ฝั่งยุโรปกันบ้าง ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป โดยเชื่อมโยงการตัดสินใจโดยตรงกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงาน แนวทางที่ผูกกับข้อมูลเศรษฐกิจแบบนี้ ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบีลงทันที ซึ่งจะกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นจากกระแสคาดการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น ดัชนียูโรสต็อกซ์แบงก์ที่เราติดตามล่าสุดยืนอยู่ที่ 301.4 จุด เพิ่มขึ้น 0.57 เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 3 กรกฎาคม แต่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่าการฟื้นตัวนี้จะยังมีแรงส่งต่อไปได้หรือไม่ หากอีซีบีหยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด

ในขณะเดียวกัน มีสัญญาณเชิงบวกจากความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน และปริมาณการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังเป็นปกติ ซึ่งหากสถานการณ์ยังคลี่คลายไปในทางที่ดีต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบโลกมีโอกาสปรับตัวลดลงได้ ผลดีจะตกอยู่กับกลุ่มขนส่งและสายการบินโดยตรง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงคือหัวใจของต้นทุนดำเนินงาน จากข้อมูลความสัมพันธ์ย้อนหลัง ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนหุ้นอย่างเอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี และบางกอกแอร์เวย์ส หรือ บีเอ รวมถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างเคอรี่ เอ็กซ์เพรส หรือ เคอีเอ็กซ์ ในทางกลับกัน กลุ่มผู้ผลิตและกลั่นน้ำมันอย่าง ปตท. สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง จะเผชิญแรงกดดันหากราคาลดลง ดังนั้นภาพของกลุ่มพลังงานจึงออกมาแบบผสมผสาน

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังประหม่า คือการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก่อนที่จะถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันนี้ นักลงทุนลดความเสี่ยงด้วยการขายหุ้นเทคฯ ออกมา โดยเฉพาะหุ้นที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะถูกกระทบผ่านแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต ยิ่งตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ก็จะยิ่งตอกย้ำความเป็นไปได้ที่เฟดจะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องและยาวนานขึ้น สิ่งนี้จะสร้างแรงกดดันให้หุ้นเทคฯ โดยรวม แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็เริ่มเห็นความแตกต่างภายในกลุ่มเทคฯ ด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น หุ้นพาแลนเทียร์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ และความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยชิปและพลังงานมหาศาล สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเลือกปฏิบัติระหว่างหุ้นเทคฯ ที่มีเอไอเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต กับกลุ่มเทคฯ ดั้งเดิมที่ยังไม่มีจุดขายชัดเจน

ย้อนกลับมาที่ภาพรวมตลาดหุ้นโลก ดัชนีสำคัญเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือยูเอส30 ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 52,261 จุด ลดลงเล็กน้อย -0.11 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนียุโรป100 หรือเอ็น100 ปรับขึ้น 1.33 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 1,926 จุด ส่วนดัชนีนิฟตี้50 ของอินเดียปิดบวก 0.59 เปอร์เซ็นต์ ที่ 24,006 จุด ด้านเซี่ยงไฮ้50 ทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง ลดลงเพียง -0.14 เปอร์เซ็นต์ และดัชนีออสเตรเลีย50 หรือเอเอส52 ลดลง -0.49 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 8,574 จุด ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี พันธบัตรเยอรมัน และพันธบัตรญี่ปุ่น รวมถึงดัชนีค่าเงินดอลลาร์และอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ในวันนี้ไม่มีข้อมูลให้รายงานต่อได้ ส่วนดัชนีความผันผวนอย่าง VIX และ MOVE เองก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน

เมื่อมองไปข้างหน้า เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ตลาดรอคอยคือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะออกมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ขาดว่าตลาดจะเดินหน้าต่อในทิศทางใด หากออกมาตรงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ตลาดก็จะยังคงความเชื่อมั่นในภาพเศรษฐกิจถดถอยแบบนุ่มนวล หรือซอฟต์แลนดิง ซึ่งกลุ่มธนาคารและผู้ส่งออกจะยังเป็นดาวเด่น แต่ถ้าตัวเลขแรงเกินคาด เราอาจเห็นการเทขายหุ้นเทคฯ อย่างรุนแรง ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีก และทองคำถูกกดดันหนักกว่าเดิม ส่วนในกรณีที่ตัวเลขออกมาแย่กว่าคาดมาก ตลาดอาจกลับไปคาดหวังการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงและทองคำดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหุ้นเทคฯ ที่จะกลับมาเป็นขาขึ้นทันที

โดยสรุป ภาพรวมของวันนี้คือตลาดยังอยู่ในโหมดระมัดระวังบวกเล็กน้อย แรงหนุนจากความเป็นอิสระของเฟดหนุนกลุ่มธนาคาร ขณะที่เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ากำลังสร้างทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย กลุ่มส่งออกอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ดูสดใส ส่วนกลุ่มผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์สูงยังต้องระวัง ทางฝั่งยุโรป อีซีบีอาจชะลอขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะลดแรงส่งของหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ส่วนทองคำยังอยู่ในภาวะถูกกดดันต่อ ท่ามกลางความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพอิหร่านที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและหนุนหุ้นขนส่งทางอากาศ นักลงทุนทั่วโลกจะจับตาไปที่ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เป็นหลัก เพราะนั่นคือคีย์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตลาดการเงินในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า