สวัสดีครับคุณผู้ฟัง พบกับรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับคุณผู้ฟัง พบกับรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

วันนี้ ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช นี่คือข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับบรรยากาศการลงทุนตั้งแต่เมื่อวาน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อทบทวนรากฐานของนโยบายการเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การสื่อสาร การจัดการงบดุลขนาดมหึมา 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ใช้ รวมถึงแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าเราอาจได้เห็นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่เฟดหันมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ยแบบยืดหยุ่นในปี 2020

เหตุใดเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะมันสร้างความไม่แน่นอนในตัวปฏิกิริยาของธนาคารกลางเอง ตลาดไม่เพียงแต่ต้องคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย แต่ยังต้องเดาด้วยว่าตัวกฎเกณฑ์ที่ใช้กำหนดดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในเชิงประวัติศาสตร์ การทบทวนกรอบนโยบายมักสร้างส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของนโยบาย หรือที่เรียกว่า policy drift risk premium ซึ่งจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้นเล็กน้อย และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ระยะยาวไปสู่สินทรัพย์ระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม เรามีข่าวดีประกอบอยู่คือศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสถาบันไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลายความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายที่คลุมเครือนี้เลย ส่วนผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต หากการทบทวนนี้ส่งสัญญาณไปในทางที่เข้มงวดขึ้น เช่นการคงดอกเบี้ยสูงหรือลดงบดุลต่อเนื่อง จะเป็นบวกต่อส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารอย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY แต่ถ้าส่งสัญญาณผ่อนคลาย ก็จะกลับมากดดันส่วนต่างดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่วนธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่ธนาคารอย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR จะอ่อนไหวในทางตรงข้าม โดยได้รับผลลบหากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะออกมาทางไหน ตลาดจึงให้น้ำหนักที่ปานกลางในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า

ในขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 4.7 เปอร์เซ็นต์ โดยชี้ไปที่ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นี่คือประเด็นใหญ่ที่สองของวันนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือแรงส่งต่อราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากเครื่องมือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเรา ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมีผลกระทบแบบสองทาง ด้านหนึ่งเป็นบวกอย่างมากต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตต้นน้ำอย่าง PTTEP โรงกลั่นอย่าง TOP และ SPRC รวมถึงธุรกิจของ PTT ล้วนได้รับอานิสงส์จากราคาขายที่สูงขึ้นและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่สูงก็ส่งผลลบโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งและสายการบิน เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะกดดันอัตรากำไร ซึ่งเราเห็นความสัมพันธ์นี้ในหุ้นอย่าง AAV, BA และ KEX รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์อื่น ๆ อย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น เงินเฟ้อที่หนืดขึ้นยังลดความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะลดดอกเบี้ยในเร็ววัน ซึ่งส่งผลกดดันการขยายตัวของอัตราส่วน P/E ของหุ้นเติบโตสูงทั้งหลาย ตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างบราซิล แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย กลับได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น เราจึงเห็นดัชนี Ibovespa ของบราซิลทะยานขึ้นถึง 3 เปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้ หลังตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งเอื้อให้ธนาคารกลางมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น

ตอนนี้ขอขยับไปยังปัจจัยเร่งด่วนที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์หน้า นั่นคือการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ 6 แห่งของวอลล์สตรีท ในวันที่ 14 และ 15 กรกฎาคมนี้

ตลาดคาดหวังว่าจะได้เห็นรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง เพราะช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนในตลาดสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจเทรดดิ้งของธนาคารเหล่านี้ แต่สิ่งที่นักลงทุนจะโฟกัสจริง ๆ คือมุมมองของผู้บริหารต่อแนวโน้มข้างหน้า โดยเฉพาะความเห็นเกี่ยวกับการทบทวนกรอบนโยบายของเฟด และคุณภาพสินเชื่อ

จากประวัติศาสตร์ รายได้ของวาณิชธนกิจมักเป็นเหมือนระฆังเตือนของระบบเศรษฐกิจ แผนกเทรดดิ้งเห็นกระแสเงินก่อนใคร เจ้าหน้าที่สินเชื่อสัมผัสความเชื่อมั่นภาคธุรกิจได้ก่อนตัวเลขจีดีพี และแผนกบัตรเครดิตก็สะท้อนสุขภาพผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ดังนั้นปฏิกิริยาของตลาดหุ้นใน 48 ชั่วโมงหลังประกาศผลประกอบการจะรุนแรงมาก ถ้าตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญและแนวโน้มยังสดใส อาจเกิดแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นวัฏจักร แต่หากส่งสัญญาณระมัดระวังเรื่องความต้องการสินเชื่อ หรือการเสื่อมคุณภาพของหนี้ ก็อาจตอกย้ำภาพตลาดแบบแยกขั้ว หรือที่เราเรียกว่า K-shaped recovery ซึ่งหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังวิ่งต่อไป แต่นอกนั้นอ่อนแอ

เรื่องของเอไอและเซมิคอนดักเตอร์นี่แหละ ที่นำเราไปสู่ข่าวสำคัญชิ้นที่สี่ นั่นคือคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งออกมาระบุว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ปัญญาประดิษฐ์ในขณะนี้ กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่ในตลาดการเงินโลก

BIS เตือนว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการลงทุนด้านเอไอจะเริ่มปรากฏในบัญชีของบริษัทและราคาผู้บริโภคในไม่ช้า ซึ่งหากผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ตลาดหวัง เราอาจเห็นการหดตัวของมาร์จิ้นและการจัดสรรเงินทุนที่ผิดพลาด คล้ายกับยุคฟองสบู่ใยแก้วนำแสงในปี 1999-2000 หรือยุคน้ำมันเชลออยล์ในปี 2011-2014

ในมุมของตลาด ความคลั่งไคล้หุ้นเอไอยังไม่จางหายไป เรามีข่าว IPO ของ Unitree Robotics ที่ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์ และ SpaceX ที่เตรียมเสนอขายหุ้นมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบ่งบอกว่าความต้องการสินทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยียังสูงมาก ทว่าคำเตือนของ BIS ก็เป็นเหมือนธงแดงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา ความเสี่ยงอยู่ที่ว่า หากผลประกอบการของบริษัทเอไอพลาดเป้า ความเสียหายจะถูกขยายด้วยน้ำหนักตลาดที่สูงมากของหุ้นเหล่านี้ และอาจลามไปทั้งตลาดได้

ขณะนี้ เครื่องมือวัดความสัมพันธ์ของเรายังไม่ได้มีข้อมูลผลกระทบต่อหุ้นเอไอโดยตรงกับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแปซิฟิก แต่เราทราบดีว่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อาจมีความเสี่ยงจากกำลังการผลิตส่วนเกินในระยะกลาง

เมื่อมองภาพรวมตลาดหุ้นในวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เราพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาค ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ 52,454 จุด ยังคงยืนใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี EU350 ของยุโรปดิ่งลงถึง 1.61 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 2,586.84 จุด นี่สะท้อนว่าแรงซื้อขายมีความเป็นเอกภาพต่ำ เงินทุนกำลังย้ายออกจากยุโรปซึ่งถูกลดประมาณการเติบโตจาก IMF และเผชิญต้นทุนพลังงานสูง ไปยังสหรัฐฯ ที่มีแรงหนุนจากประเด็นเอไอและเฟด

ส่วนตลาดหุ้นออสเตรเลีย ASX All Shares ขยับลงเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ 8,961 จุด นิฟตี้ 50 ของอินเดียเพิ่มขึ้น 0.59 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 24,006 จุด ตามข้อมูล 1 กรกฎาคม และแอฟริกาใต้ SA40 บวกถึง 1.13 เปอร์เซ็นต์ ที่ 101,317 จุด ได้แรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นกัน

สำหรับตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พันธบัตรเยอรมนี และญี่ปุ่น รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์ ยูโรต่อดอลลาร์ ราคาทองคำ น้ำมันดิบ WTI และดัชนีความผันผวน VIX หรือ MOVE Index ในวันนี้ไม่มีข้อมูลให้รายงาน

ดังนั้นภาพรวมของวันนี้คือบรรยากาศแห่งการรอคอยและความไม่แน่นอนแบบสองชั้น ชั้นแรกคือความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากกระบวนการทบทวนนโยบายการเงินของเฟดภายใต้ประธานคนใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเห็นกรอบที่ชัดเจน ชั้นที่สองคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่ยอมลดลงตามที่ IMF ระบุ ซึ่งหนุนหุ้นพลังงานแต่กดดันภาคขนส่งและจำกัดโอกาสการลดดอกเบี้ย

ในขณะเดียวกัน ตลาดเตรียมรับแรงกระแทกจากผลประกอบการวาณิชธนกิจในวันจันทร์และอังคารหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่ และคำเตือนเรื่องฟองสบู่เอไอของ BIS แม้จะยังไม่มีผลให้เห็นในทันที แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุนเริ่มถามถึงความคุ้มค่าของราคาที่สูงลิบในปัจจุบัน

สรุปคือ นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับจ้องไปที่รายงานของคณะทำงานเฟด ตัวเลขผลประกอบการแบงก์ใหญ่ และสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อประเมินว่าตลาดจะยังคงเดินหน้าต่อภายใต้แรงหนุนเดิม หรือถึงเวลาแล้วที่ภูมิทัศน์การลงทุนจะเปลี่ยนโฉมอีกครั้ง รายงานข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ จะกลับมาแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป ขอบคุณที่ติดตามครับ