สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ เรามีรายงานพิเศษ เจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ถูกกำหนดโดย แรงกระแทกด้านอุปทาน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ปะทะกับ แนวโน้มเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัวแต่ยังเปราะบาง

ความขัดแย้งทางทหาร ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ ขึ้นไปเหนือ แปดสิบเจ็ดดอลลาร์ สร้างแรงกระตุ้นเงินเฟ้อครั้งใหม่ ให้กับเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสำคัญ อย่างเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังมีการประชุมนโยบายสำคัญ สัปดาห์นี้

แรงกระแทกจากน้ำมันครั้งนี้ ลบล้างความหวัง ที่เกิดจาก ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยจุดกระแสคาดการณ์ว่า เฟดอาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว

ตลาดกำลังคาดการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน โดยมีแรงหนุนจาก ผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่า ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ

กลไกการส่งผ่าน เป็นไปตามตำรา ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น นำไปสู่ เงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น ธนาคารกลางต้องเข้มงวด อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง และกดดัน สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

ผลลัพธ์คือ ภาวะตลาดที่แบ่งขั้ว หุ้นกลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และการเงินบางส่วน ปรับตัวได้ดี ขณะที่ ภาคขนส่ง สินค้าฟุ่มเฟือย และหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว เผชิญแรงต้านอย่างมีนัยยะ

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ขจัดความเสี่ยงด้านการเมือง แต่ไม่สามารถหักล้าง แรงกระตุ้นของภาวะสแตกเฟลชัน ที่มาจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซได้

บรรยากาศความเชื่อมั่นโดยรวม ปรับเป็น ระมัดระวังและมีความกังวล หรือแนวโน้มขาลง หลังจากที่เคยเป็นบวกเล็กน้อย จากข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัว แต่ถูกตีกลับ จากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน ที่ยกระดับขึ้น และราคาน้ำมันเบรนท์ ทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์ ตลาดกำลังประเมินว่า อัตราดอกเบี้ย จะอยู่ในระดับสูง นานขึ้นกว่าเดิมมาก

มาดูภาพรวมตลาดการเงินกันบ้าง

ดัชนีดาวโจนส์ ทรงตัวที่ประมาณ ห้าหมื่นสองพันแปดร้อยจุด แม้มีแรงหนุนช่วงสั้นจากข้อมูลเงินเฟ้อ แต่ถูกจำกัดด้วยราคาน้ำมัน เอสแอนด์พีห้าร้อยและแนสแด็ก ฟื้นตัวหลังตัวเลขเงินเฟ้อ แต่มีแรงขายหุ้นเทค ในตลาดเอเชีย สะท้อนความเปราะบาง

หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ปรับตัวลงกว่า สามจุดยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดีย เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดหุ้นแคนาดา ทำจุดสูงสุดใหม่ ใกล้สามหมื่นห้าพันจุด นำโดยหุ้นเหมืองแร่และทองคำ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน กดดันราคาพันธบัตร ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ราคาทองคำ ปรับลดลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ประมาณ สี่พันสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ต่อออนซ์ ถูกกดดัน จากดอลลาร์ที่แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น

น้ำมันดิบเบรนท์ ดีดขึ้นแรง กว่าสี่เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดียว ขณะที่ดับเบิลยูทีไอ บวกขึ้น สามเปอร์เซ็นต์

เจาะลึกประเด็นสำคัญวันนี้ ประเด็นแรก การยกระดับความขัดแย้งทางทหารสหรัฐ-อิหร่าน และระบอบน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์

การโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูง ส่งผลดีโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป เอสพีอาร์ซี รวมถึงหุ้นถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนา

ในทางตรงข้าม ภาคขนส่งและสายการบิน ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรง จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ สายการบินเอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และธุรกิจโลจิสติกส์ เคอีเอ็กซ์

หุ้นในวงกว้าง ถูกกดดัน เพราะราคาน้ำมันเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์ เปรียบเหมือนภาษีผู้บริโภค บั่นทอนการใช้จ่าย และเพิ่มต้นทุนการผลิต

ส่วนทองคำ ในระยะสั้น ถูกกดดัน จากดอลลาร์แข็ง และการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย แต่หากความขัดแย้งขยายวง อาจกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ประเด็นที่สอง ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง ท่าทีที่แข็งกร้าวของเฟด กำลังถ่วงรั้งอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก

การประชุมของเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงการกล่าวถ้อยแถลงของ ประธานเฟด เควิน วอร์ช ต่อสภาคองเกรส เป็นตัวแปรสำคัญ

การส่งสัญญาณว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อ สำคัญกว่าตลาดแรงงาน ทำให้ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ หุ้นธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หนุนรายได้ดอกเบี้ยรับ ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ ถูกกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

หุ้นเติบโตและเทคโนโลยี ถูกกระทบหนัก เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้น กดมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต แรงขายหุ้นเทคในเอเชีย สะท้อนภาพนี้ได้ดี

พันธบัตรและตราสารหนี้ ยังคงเผชิญแรงเทขาย จากอัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง ด้านค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่อง จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ดึงดูดเงินทุน

ประเด็นที่สาม ความหวังเงินเฟ้อชะลอตัว กลายเป็นเพียงภาพลวงตา

ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ที่ต่ำกว่าคาด เคยจุดประกายความหวัง แต่ถูกบดบัง อย่างรวดเร็ว ด้วยแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน

ภาคค้าปลีกและพาณิชย์ ได้รับผลกระทบที่หลากหลาย กำลังซื้อที่ฟื้นตัว ถูกหักล้างด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เป็นผลให้สุทธิแล้ว อาจเป็นลบเล็กน้อย ต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก

ตลาดหุ้นเอสแอนด์พีห้าร้อยและแนสแด็ก ถูกตรึงไว้ในกรอบ โดยมีแนวโน้มไปทางขาลง เพราะข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อ ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนท่าทีของเฟดได้

ทองคำระยะสั้น มองในแง่ลบ เพราะความต้องการป้องกันความเสี่ยงลดลง และอัตราผลตอบแทนแท้จริงที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สี่ ตลาดหุ้นยุโรป ถูกบีบจากน้ำมัน ธนาคารกลาง และดอลลาร์

ตลาดหุ้นยุโรป ปรับลดลง จากภาระราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ร่วงลงกว่าร้อยละสาม แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวบ้าง

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด ต่อการหยุดชะงักของน้ำมันในตะวันออกกลาง เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ต้นทุนที่สูงขึ้น นำไปสู่ เงินเฟ้อนำเข้า กดดันให้ธนาคารกลางยุโรป ต้องเข้มงวดทางการเงิน และฉุดรั้งตลาดหุ้นให้ซบเซา

จากข้อมูลและสัญญาณทั้งหมด นำไปสู่มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ดังนี้

เราแนะนำให้ เน้นลงทุนใน กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงกลุ่มธนาคาร ที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ หลีกเลี่ยงหรือลดน้ำหนัก ในกลุ่มขนส่ง สายการบิน และหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง คือการถือสถานะ ซื้อดอลลาร์สหรัฐ และขายยูโร

ประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ การยุติหรือผ่อนคลายความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งจะกลับทิศการค้าน้ำมัน ท่าทีของประธานเฟด วอร์ช ที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาด ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน โอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ น้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบ เก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์ เฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน สินทรัพย์เสี่ยงอ่อนตัว กลยุทธ์คือ ถือพลังงานและการเงิน ลดขนส่งและเทค

กรณีดี โอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้งผ่อนคลาย น้ำมันลดต่ำกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์ เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย ตลาดปรับตัวขึ้นแรง โดยกลุ่มเทคและสายการบินฟื้นตัว

กรณีร้าย โอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้งขยายวง กระทบช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่งไปหนึ่งร้อยยี่สิบถึงหนึ่งร้อยห้าสิบดอลลาร์ เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน เศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย ควรเพิ่มเงินสด ป้องกันความเสี่ยงด้วย ทองคำ และหุ้นกลุ่มพลังงาน

สรุปสาระสำคัญวันนี้

ราคาน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ คือตัวแปรหลัก ที่ล้มล้างภาพเงินเฟ้อชะลอตัว และบังคับให้ธนาคารกลาง ต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ควรจัดพอร์ต โดยเพิ่มน้ำหนักพลังงาน และลดการขนส่ง

หุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์ที่หายาก จากดอกเบี้ยขาขึ้น รายได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น เป็นปัจจัยหนุน

การขายหุ้นเทค และหุ้นเติบโต ยังมีแนวโน้มต่อไป ตามอัตราคิดลดที่สูงขึ้น

ทองคำที่ร่วงลงมาใกล้ สี่พันสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ เป็นสิ่งที่อธิบายได้ แต่ก็เปราะบาง หากความขัดแย้งปะทุ จะดึงดูดเงินทุนไหลเข้า

ตลาดหุ้นยุโรป เป็นภูมิภาคที่อ่อนแอที่สุดในเชิงโครงสร้าง จากสามปัจจัยกดดัน

การตัดสินใจของธนาคารกลาง และถ้อยแถลงของประธานเฟด สัปดาห์นี้ คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ หากมีเซอร์ไพรส์เชิงผ่อนคลาย อาจจุดประกายการรีบาวด์ แต่เป็นเพียงระยะสั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ