Daily Economic News Voice Briefing — 20 กรกฎาคม 2026
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน โดยภาพรวมของวันนี้ เรากำลังเผชิญกับสองแรงปะทะกันอย่างชัดเจนในตลาดโลก ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังคุกรุ่นขึ้น และมีโอกาสส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบรายเดือนที่ทรุดตัวลงแรงเกือบยี่สิบถึงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สองปัจจัยนี้กำลังสร้างสมดุลที่เปราะบางและยากจะคาดเดา
เรามาเริ่มกันที่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ รายงานข่าวกรองระบุว่า ทางการอิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตีเตรียมพร้อมปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ในขณะที่การโจมตีตอบโต้ทางทหารระหว่างทั้งสองฝ่ายก็มีรายงานว่ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อตลาด เพราะการปิดกั้นทะเลแดงจะทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าต้องอ้อมไกลขึ้นมาก เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วในช่วงปีสองพันยี่สิบสามถึงสองพันยี่สิบสี่ ซึ่งส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานขึ้นมาทันที หากดูจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจะเกิดกับหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มขนส่ง กลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC จะได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีขนาดผลกระทบในระดับสูงในช่วงที่มีข่าวการหยุดชะงักของอุปทาน และกรอบเวลาผลกระทบจะอยู่ที่ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ หากมองไปข้างหน้าหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ผลกระทบจะยังคงอยู่แต่ลดลงมาอยู่ในระดับปานกลาง
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง AAV, BA และ KEX จะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับปานกลาง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่จะสูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัตรากำไรจากการดำเนินงานโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่น่าสนใจคือ กลุ่มเดินเรือสินค้าเทกองอย่าง PSL, TTA และ RCL มีโอกาสเป็นบวกทางอ้อม เนื่องจากดัชนีค่าระวางเรือ BDI มักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อมีความต้องการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ
ที่น่าสนใจคือ เรากำลังเห็นสัญญาณที่ตลาดตอบสนองแตกต่างออกไปจากที่หลายคนคาดไว้ แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูง แต่ราคาทองคำกลับปรับตัวลดลง ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเลือกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักแทนที่จะเป็นโลหะมีค่า สะท้อนถึงมุมมองของตลาดที่แตกต่างไปจากอดีต
เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ จะเห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้ กำลังสร้างความเป็นไปได้ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานที่เกิดจากการปิดกั้นทะเลแดง จะมาปะทะกับแนวโน้มการหดตัวของอุปสงค์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าโอกาสที่การปิดกั้นจะเกิดขึ้นจริงยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นของการแสดงแสนยานุภาพมากกว่า
ต่อไปมาดูอีกด้านของสมการ นั่นคือราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในรอบเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณหกสิบเก้าถึงเจ็ดสิบสี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ในกรอบประมาณเจ็ดสิบสองถึงเจ็ดสิบหกดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อดูในรอบเดือน ราคาปรับตัวลงแรงถึงประมาณสิบแปดถึงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญมาก และสะท้อนถึงความกังวลว่าอุปสงค์กำลังอ่อนแอลง โดยมีรายงานเมื่อวันที่สิบกรกฎาคมที่ระบุว่าการลดลงสองเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว มาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาปะปนกัน
เมื่อราคาน้ำมันลงแรงขนาดนี้ กลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC จะได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากราคาขายที่ลดลง ซึ่งขนาดผลกระทบอยู่ในระดับสูง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังการกลับตัวที่รุนแรงเช่นกัน เพราะการลดลงมากขนาดนี้ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าซื้อเก็งกำไร โดยเฉพาะหากมีข่าวภูมิรัฐศาสตร์มากระตุ้น ในทางกลับกัน กลุ่มขนส่งอย่าง AAV และ BA จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงในระดับปานกลาง และกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าง CPALL, CPAXT และ CRC ก็อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ดีขึ้น
คำถามสำคัญคือ การลดลงของราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือเป็นเพียงการปรับฐานจากการเก็งกำไร? ในอดีต การลดลงของราคาน้ำมันรายเดือนในระดับนี้ มักเกิดควบคู่กับภาวะถดถอยที่ทำลายอุปสงค์ หรือไม่ก็เกิดจากอุปทานล้นตลาด เช่นในปีสองพันสิบสี่ถึงสิบห้าและปีสองพันยี่สิบ เมื่อประกอบกับสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด จึงมีน้ำหนักไปในทิศทางที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ภาวะนี้ยังช่วยกดเงินเฟ้อทั่วไปให้ต่ำลง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างจากตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีปรับตัวลงมาอยู่ที่สิบสี่จุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการคาดการณ์นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเด็นถัดไป เรื่องทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด และผลกระทบต่อตลาดหุ้นในมิติของความแตกต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Bluebell ได้ออกมาเตือนตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเกี่ยวกับสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด และแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ ในกรอบของตลาดหุ้นที่จะเป็นรูปตัว K หรือเติบโตแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจ
ความสัมพันธ์ในอดีตที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล คือผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร ในฝั่งของกลุ่มธนาคาร อย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นดีขึ้นตามไปด้วย ขนาดผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง และกรอบเวลาที่คาดว่าจะเห็นคือหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารหรือกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR จะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับปานกลางถึงสูง เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าผลตอบแทนจากสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ทำให้ส่วนต่างถูกบีบตัวโดยตรง นี่เป็นภาพสะท้อนที่ตรงกันข้ามกับกลุ่มธนาคารอย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์ที่ตลาดกำลังเห็นคือ การเติบโตแบบแยกขั้ว ที่ Bluebell ระบุไว้ โดยกระแสความสนใจในปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยแบบดั้งเดิม เราเห็นการออกหุ้น IPO ของ SpaceX ที่มีข่าวว่ามีมูลค่าสูงถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ และการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่คึกคักมาก ซึ่งยืนยันว่าตลาดทุนยังคงเปิดกว้างสำหรับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง
การเชื่อมโยงไปยังประเด็นถัดไป ภาครัฐของจีนก็กำลังดำเนินมาตรการเพื่อพยุงตลาดหุ้นของตัวเอง โดย China Reform Holdings และ China Chengtong ได้ประกาศแผนการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจกลาง โดยใช้เงินกู้รีไฟแนนซ์พิเศษและเงินทุนของตัวเองเมื่อวันที่สิบเก้ากรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรการแทรกแซงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นอย่างชัดเจน
แม้ว่าในฐานข้อมูลจะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างมาตรการนี้กับตลาดหุ้นไทย แต่เราสามารถมองหาผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ หากมาตรการกระตุ้นของจีนส่งผลให้อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้น กลุ่มพลังงานที่เชื่อมโยงกับถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA รวมถึงกลุ่มเกษตรที่เกี่ยวกับยางพาราอย่าง STA, NER และ TRUBB ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงบวก ขนาดผลกระทบอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง และกรอบเวลาผลกระทบจะอยู่ที่หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ นอกจากนี้ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ก็อาจได้ประโยชน์เช่นกัน หากดัชนี PMI และตัวเลขส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์จากจีน
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความเชื่อมั่นต่อผลกระทบนี้อยู่ในระดับต่ำ เพราะการส่งผ่านผลจากจีนสู่ไทยเป็นไปในทางอ้อม และประสิทธิภาพของมาตรการแทรกแซงตลาดของจีนในอดีตก็ให้ผลที่แตกต่างกันไป การดำเนินการในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยพยุงมากกว่าที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน
เพื่อให้เห็นภาพรวมในมิติของสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในด้านตลาดตราสารหนี้โลก ไม่มีข้อมูลของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เราพอมีข้อมูลจากตลาดเกิดใหม่ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีของบราซิลปรับตัวลงสู่ระดับสิบสี่จุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรอายุห้าปีของไทยอยู่ที่ประมาณหนึ่งจุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายตามข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง
ในส่วนของตลาดสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่มีข้อมูลดัชนีดอลลาร์สหรัฐและอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ แต่เราทราบว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI อยู่ที่ระดับหกร้อยยี่สิบหกจุดเจ็ดเจ็ด โดยปรับตัวลดลงถึงเก้าจุดแปดหกเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งยืนยันแนวโน้มขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมได้เป็นอย่างดี
สำหรับข้อมูลตลาดหุ้นในกลุ่มดัชนีหลักอย่าง US500 Nasdaq STOXX และ Nikkei รวมไปถึงดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE Index นั้น ไม่มีข้อมูล
โดยสรุปภาพรวมในวันนี้ ตลาดกำลังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของสัญญาณและความเสี่ยงแบบสองด้าน ในฝั่งหนึ่งคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมจะปะทุและผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นได้ตลอดเวลา ในอีกฝั่งหนึ่งคือแรงกดถ่วงจากอุปสงค์ที่อ่อนแอซึ่งดึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินเฟ้อให้ลดต่ำลง สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป คือ พัฒนาการของสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มูซ ทิศทางถ้อยแถลงของเฟด รวมถึงผลประกอบการของภาคธนาคารและราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญในสัปดาห์หน้า
Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี