Daily Economic News Voice Briefing — 4 กรกฎาคม 2569
วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังจับตาความเชื่อมั่นที่มีต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน อนุญาตให้คุณลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ชั่วคราว เท่ากับเป็นการปิดกั้นความพยายามที่จะทดสอบอำนาจของประธานาธิบดีในการปลดผู้บริหารระดับสูงของเฟดออกจากตำแหน่ง ข่าวนี้สร้างแรงหนุนทางบวกให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกในทันที โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะตลาดมองว่าความเป็นอิสระของเฟดคือเกราะป้องกันนโยบายการเงินจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยในระยะยาว
เมื่อดูข้อมูลในอดีตที่เรามีอยู่ในฐานข้อมูลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นส่งผลเป็นบวกอย่างชัดเจนต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หุ้นของธนาคารอย่างบีบีแอล ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารจะกว้างขึ้น ตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อรายย่อยและไฟแนนซ์นอกธนาคาร อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และติดล้อ จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งไปบีบส่วนต่างกำไรและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อย นี่คือภาพความสัมพันธ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดทุนไทย การที่ศาลฎีการับรองให้เฟดยังคงเดินหน้าตามกรอบนโยบายเดิมได้ โดยไม่ถูกครอบงำทางการเมือง จึงช่วยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากความคาดหวังว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกนาน ก็กำลังส่งผลเป็นลูกโซ่ข้ามกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างน่าสนใจ เงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นหมายถึงเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าลง ซึ่งจากข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม อย่างไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอ-ที-ซี และเอเอไอ รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ประโยชน์โดยตรงจากรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทมากขึ้น นี่คือช่องทางที่ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ช่วยหนุนหุ้นส่งออก ขณะที่อีกฟากหนึ่ง ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีภาระหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สูงอย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กลับต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากค่าพลังงานนำเข้า ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความเปราะบางในระยะสั้นถึงหนึ่งเดือน
ผลกระทบต่อเนื่องที่ชัดเจนอีกประการคือแรงกดดันต่อราคาทองคำ ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ภาวะถดถอยระยะสั้น จากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับสูงขึ้น นักลงทุนต้องจ่ายค่าเสียโอกาสมากขึ้นในการถือครองทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ย แม้ความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยพยุงราคาไว้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกลับทิศทางแนวโน้มขาลงในช่วงนี้ ภาพรวมจึงเป็นลบต่อทองคำและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีเราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางตรงจากหุ้นเหมืองทองคำในตลาดหลัก แต่ทิศทางของราคาทองคำเองก็ส่งสัญญาณเชิงลบอย่างชัดเจน
มาที่ฝั่งยุโรปกันบ้าง ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป โดยเชื่อมโยงการตัดสินใจโดยตรงกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงาน แนวทางที่ผูกกับข้อมูลเศรษฐกิจแบบนี้ ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบีลงทันที ซึ่งจะกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นจากกระแสคาดการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น ดัชนียูโรสต็อกซ์แบงก์ที่เราติดตามล่าสุดยืนอยู่ที่ 301.4 จุด เพิ่มขึ้น 0.57 เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 3 กรกฎาคม แต่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่าการฟื้นตัวนี้จะยังมีแรงส่งต่อไปได้หรือไม่ หากอีซีบีหยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด
ในขณะเดียวกัน มีสัญญาณเชิงบวกจากความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน และปริมาณการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังเป็นปกติ ซึ่งหากสถานการณ์ยังคลี่คลายไปในทางที่ดีต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบโลกมีโอกาสปรับตัวลดลงได้ ผลดีจะตกอยู่กับกลุ่มขนส่งและสายการบินโดยตรง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงคือหัวใจของต้นทุนดำเนินงาน จากข้อมูลความสัมพันธ์ย้อนหลัง ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนหุ้นอย่างเอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี และบางกอกแอร์เวย์ส หรือ บีเอ รวมถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างเคอรี่ เอ็กซ์เพรส หรือ เคอีเอ็กซ์ ในทางกลับกัน กลุ่มผู้ผลิตและกลั่นน้ำมันอย่าง ปตท. สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง จะเผชิญแรงกดดันหากราคาลดลง ดังนั้นภาพของกลุ่มพลังงานจึงออกมาแบบผสมผสาน
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังประหม่า คือการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก่อนที่จะถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันนี้ นักลงทุนลดความเสี่ยงด้วยการขายหุ้นเทคฯ ออกมา โดยเฉพาะหุ้นที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะถูกกระทบผ่านแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต ยิ่งตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ก็จะยิ่งตอกย้ำความเป็นไปได้ที่เฟดจะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องและยาวนานขึ้น สิ่งนี้จะสร้างแรงกดดันให้หุ้นเทคฯ โดยรวม แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็เริ่มเห็นความแตกต่างภายในกลุ่มเทคฯ ด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น หุ้นพาแลนเทียร์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ และความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยชิปและพลังงานมหาศาล สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเลือกปฏิบัติระหว่างหุ้นเทคฯ ที่มีเอไอเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต กับกลุ่มเทคฯ ดั้งเดิมที่ยังไม่มีจุดขายชัดเจน
ย้อนกลับมาที่ภาพรวมตลาดหุ้นโลก ดัชนีสำคัญเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือยูเอส30 ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 52,261 จุด ลดลงเล็กน้อย -0.11 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนียุโรป100 หรือเอ็น100 ปรับขึ้น 1.33 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 1,926 จุด ส่วนดัชนีนิฟตี้50 ของอินเดียปิดบวก 0.59 เปอร์เซ็นต์ ที่ 24,006 จุด ด้านเซี่ยงไฮ้50 ทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง ลดลงเพียง -0.14 เปอร์เซ็นต์ และดัชนีออสเตรเลีย50 หรือเอเอส52 ลดลง -0.49 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 8,574 จุด ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี พันธบัตรเยอรมัน และพันธบัตรญี่ปุ่น รวมถึงดัชนีค่าเงินดอลลาร์และอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ในวันนี้ไม่มีข้อมูลให้รายงานต่อได้ ส่วนดัชนีความผันผวนอย่าง VIX และ MOVE เองก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน
เมื่อมองไปข้างหน้า เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ตลาดรอคอยคือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะออกมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ขาดว่าตลาดจะเดินหน้าต่อในทิศทางใด หากออกมาตรงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ตลาดก็จะยังคงความเชื่อมั่นในภาพเศรษฐกิจถดถอยแบบนุ่มนวล หรือซอฟต์แลนดิง ซึ่งกลุ่มธนาคารและผู้ส่งออกจะยังเป็นดาวเด่น แต่ถ้าตัวเลขแรงเกินคาด เราอาจเห็นการเทขายหุ้นเทคฯ อย่างรุนแรง ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีก และทองคำถูกกดดันหนักกว่าเดิม ส่วนในกรณีที่ตัวเลขออกมาแย่กว่าคาดมาก ตลาดอาจกลับไปคาดหวังการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงและทองคำดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหุ้นเทคฯ ที่จะกลับมาเป็นขาขึ้นทันที
โดยสรุป ภาพรวมของวันนี้คือตลาดยังอยู่ในโหมดระมัดระวังบวกเล็กน้อย แรงหนุนจากความเป็นอิสระของเฟดหนุนกลุ่มธนาคาร ขณะที่เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ากำลังสร้างทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย กลุ่มส่งออกอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ดูสดใส ส่วนกลุ่มผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์สูงยังต้องระวัง ทางฝั่งยุโรป อีซีบีอาจชะลอขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะลดแรงส่งของหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ส่วนทองคำยังอยู่ในภาวะถูกกดดันต่อ ท่ามกลางความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพอิหร่านที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและหนุนหุ้นขนส่งทางอากาศ นักลงทุนทั่วโลกจะจับตาไปที่ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เป็นหลัก เพราะนั่นคือคีย์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตลาดการเงินในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า