**Daily Economic News Voice Briefing — 12 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 12 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ นี่คือรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันจากทีมวิเคราะห์ ข่าวใหญ่ที่ขับเคลื่อนตลาดในวันนี้คือการเปลี่ยนผ่านของกระแสความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไปสู่บรรยากาศผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกแบบสอดประสานกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งขึ้นแรงถึงกว่าร้อยละสิบสองภายในสองวันจากความกังวลอุปทานในตะวันออกกลาง ได้ปรับตัวย้อนกลับอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเริ่มปรากฏความคืบหน้า การลดลงของพรีเมียมความเสี่ยงด้านน้ำมันนี้ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนที่ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละสองจุดแปด และดัชนีราคาผู้บริโภคของบราซิลที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ร้อยละสี่จุดหกสี่ ทำให้ธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย และยิ่งตอกย้ำทิศทางที่ระมัดระวังของธนาคารกลางสหรัฐ นอกจากนั้นคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแนวโน้มเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัว ผลลัพธ์คือการหมุนเวียนเข้าสินทรัพย์เสี่ยงแบบคลาสสิก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงินของสหรัฐปรับตัวขึ้นปิดบวกในวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปที่ดัชนี STOXX 600 ติดลบราวร้อยละสองในรอบสัปดาห์ และคำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือบีไอเอสเกี่ยวกับความเข้มข้นของการลงทุนด้านเอไอ สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ยังเปราะบางและเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน จึงเป็นตลาดรูปตัวเคที่ผู้ลงทุนต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย

มาเริ่มที่ประเด็นแรกซึ่งเป็นแกนกลางของบรรยากาศตลาดวันนี้ นั่นคือการส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักหลายแห่งพร้อมกัน อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนเดือนล่าสุดที่ชะลอมาที่ร้อยละสองจุดแปด ทำให้นายยานนิส สตูร์นารัส หนึ่งในคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรปออกมาระบุว่าอาจถึงเวลาพักการปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ในฝั่งเอเชีย ตลาดแรงงานแคนาดาแกร่งเกินคาดทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติแคนาดาลดลง กลายเป็นข้อยกเว้นที่ดูตึงตัว ในขณะที่บราซิลดัชนีราคาผู้บริโภคออกมาร้อยละสี่จุดหกสี่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นบราซิล อิโบเวสปา พุ่งขึ้นถึงประมาณร้อยละสองภายในวันเดียว เพราะนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางบราซิลจะไม่เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ฝั่งสหรัฐเองคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ปกป้องความเป็นอิสระของเฟดยิ่งเสริมความเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถดำเนินนโยบายตามข้อมูลเงินเฟ้อได้โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อกลุ่มหุ้นการเงินและธนาคาร เมื่อดูจากปฏิกิริยาในอดีต การที่วัฏจักรดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วงหยุดขึ้นหรือที่ราบสูง ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเป็นผลบวกต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารพาณิชย์ โดยที่ยังไม่เกิดแรงกดดันจากหนี้เสียเพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และ ไทยพาณิชย์ ต่างได้รับแรงหนุนจากภาพนี้ เช่นเดียวกันกับกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างศิริ เอพี และ แอล เอช ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจลดลงในอนาคตและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทย ลิสซิ่ง และ ไทด์ล้อ กลับได้รับแรงกดดัน เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงยังคงอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นในแนวโน้มนี้อยู่ในระดับสูงเพราะมีจุดยืนยันหลายจุดจากทั้งยุโรป สหรัฐ และบราซิล

ต่อไปที่ประเด็นความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแรงจากราว 76 ดอลลาร์ ไปแตะเกือบ 79 ดอลลาร์ภายในสองวันซื้อขายต้นสัปดาห์ จากความกลัวอุปทานสะดุดในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะย้อนกลับลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อข่าวการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านมีพัฒนาการเชิงบวก น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท หรือ ดับเบิลยูทีไอ ก็ปรับตัวขึ้นร้อยละห้าจุดหกสามในวันที่ 7 ก่อนจะลดลงกว่าร้อยละสองในวันที่ 9 และทยอยอ่อนตัวเข้าสู่วันศุกร์ การเคลื่อนไหวแบบนี้คือวัฏจักรพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตำรา หุ้นกลุ่มพลังงานใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.สผ. ปตท. ท็อป และ สตาร์ปิโตรเลียม ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาขายที่สูงขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งช่วยหนุนแนวโน้มรายได้ไตรมาสสาม ส่วนกลุ่มธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ อย่างเอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ ที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนใหญ่ กลับเผชิญแรงกดดันด้านมาร์จิ้นจากราคาน้ำมันที่ผันผวน แม้ว่าการปรับตัวลงของน้ำมันในเวลาต่อมาจะช่วยบรรเทาต้นทุนได้บ้าง แต่ความไม่แน่นอนก็ทำให้การวางแผนประกันความเสี่ยงด้านราคาทำได้ยากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือแรงส่งข้ามตลาด การปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วไป ทำให้ตลาดยิ่งเชื่อว่าธนาคารกลางจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตอย่างชัดเจน ในตลาดยุโรปเอง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง แต่หุ้นโวดาโฟนกลับพุ่งขึ้นถึงร้อยละสิบจากข่าวการขายหุ้นในธุรกิจบางส่วน ตอกย้ำว่าเม็ดเงินกำลังหมุนเข้าหาหุ้นที่มีตัวเร่งเฉพาะตัว ขณะที่ภาพรวมของดัชนี STOXX 600 ยังขาดทุนราวร้อยละสองในรอบสัปดาห์ แสดงถึงการเลือกปฏิบัติที่สูง

ประเด็นต่อมาที่ต้องจับตาคือคำเตือนเรื่องการกระจุกตัวของการลงทุนในเอไอ และลักษณะของตลาดรูปตัวเคที่เริ่มชัดเจนขึ้น บลูเบล แคปิตอล ซึ่งเป็นกองทุน activist ได้ออกมาแนะนำให้มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางคำเตือนของบีไอเอสที่ระบุว่าการลงทุนในเอไอที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ความเสี่ยงล้มละลายทางการเงินได้หากการลงทุนเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนตามคาด แต่ในระยะสั้นกระแสยังเป็นบวกอย่างแรง หุ้น SK Hynix ของเกาหลีใต้เข้าตลาดด้วยราคาที่แข็งแกร่งจนช่วยหนุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐโดยรวม และหุ้น Palantir Technologies ก็ปรับตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีเอไอ สำหรับหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ยังมีปัจจัยบวกอีกด้านจากค่าเงินบาทที่อ่อน ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท ตามความสัมพันธ์ในอดีตที่เงินบาทอ่อนมักหนุนกลุ่ม ETRON นี้ แต่นักลงทุนก็ควรตระหนักถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่บีไอเอสเตือนไว้ด้วย

อีกมิติที่ตลาดกำลังจับตาคือความแตกต่างของนโยบายการเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว กรณีที่ชัดเจนคือบราซิลกับแคนาดา ฝั่งบราซิลดัชนีหุ้นพุ่งขึ้นแรงจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำ ส่งผลให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่แคนาดาตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดกลับทำให้ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาแข็งค่า และลดโอกาสลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติแคนาดา เกิดเป็นภาพการแยกตัวของวัฏจักรการเงินโลก สำหรับนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ประเทศที่แสดงสัญญาณเงินเฟ้อชะลอตัวชัดเจนอย่างบราซิล อาจจะได้รับเม็ดเงินไหลเข้ามากกว่าประเทศที่ตลาดแรงงานยังตึงตัว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินและหุ้นในตลาดเกิดใหม่บางแห่งมีแนวโน้มถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

นอกจากประเด็นใหญ่แล้ว ยังมีข่าวรายบริษัทที่สะท้อนภาพการปรับโครงสร้างธุรกิจที่น่าสนใจ หุ้นโวดาโฟนบวกถึงร้อยละสิบจากแผนขายสัดส่วนในกิจการบางส่วน และ Houlihan Lokey บวกขึ้นร้อยละสามจุดสองหลังประกาศซื้อกิจการ Intrepid ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังให้รางวัลกับบริษัทที่เดินหน้าเพิ่มมูลค่าผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรและการควบรวมกิจการ ท่ามกลางภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่แน่นอน

โดยสรุปภาพรวมเศรษฐกิจในวันนี้ โทนหลักคือความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวังบนพื้นฐานของเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัวและธนาคารกลางที่ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย จังหวะนี้กลุ่มการเงินและพลังงานได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ทรงตัวและราคาน้ำมันที่ยืนเหนือระดับก่อนหน้า ขณะที่ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง เพราะอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง หรือกลับพุ่งขึ้นอีกหากการเจรจาล้มเหลว สิ่งที่นักวิเคราะห์และผู้ลงทุนจะจับตามองต่อจากนี้ คือความคืบหน้าของการพูดคุยสหรัฐ-อิหร่านซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาพลังงาน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุด และตัวเลขเงินเฟ้อของยุโรปที่จะออกตามมา นอกจากนี้โมเมนตัมของหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นกระแสที่ไม่อาจมองข้าม แม้จะมีคำเตือนเชิงโครงสร้างจากบีไอเอสก็ตาม

ขอให้ทุกท่านรักษาสมดุลและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด สวัสดีครับ