รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียง — 18 กรกฎาคม 2569
สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงนะครับ
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญหนึ่งเดียว นั่นก็คือ การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น สร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ และจุดชนวนให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าแพง
ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันศุกร์ สอดคล้องกับแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ก่อนที่จะถึงการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ที่สำคัญมากของสหรัฐฯ
แน่นอนครับ ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ก็คือกลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวขึ้นมากกว่าร้อยละยี่สิบสี่นับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบก็มีสองด้านเสมอครับ ด้านหนึ่งผู้ผลิตมีอำนาจในการกำหนดราคาสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง บริษัทขนส่งและโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวนมาก กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยจีนซื้อทองคำเพิ่มอีกสิบห้าตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการย้ำถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ภาวะตลาดที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนครับ กลุ่มพลังงานและสถาบันการเงินบางแห่งแข็งแกร่งขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่หุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและภาคส่วนที่พึ่งพาเชื้อเพลิงกำลังเผชิญแรงต้าน
ภาพรวมตลาดตอนนี้ถูกจัดอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแนวโน้มของเงินเฟ้อที่หยุดนิ่งและเศรษฐกิจชะลอตัวแฝงอยู่ อารมณ์การลงทุนโดยรวมถือว่าอยู่ในแดนระมัดระวังและมีแนวโน้มไปทางลบ ปรับเปลี่ยนจากมุมมองที่เป็นกลางก่อนหน้านี้ครับ
เรามาดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาดในแต่ละสินทรัพย์กันนะครับ
ในส่วนของตลาดหุ้น ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง สะท้อนความรู้สึกเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET50 ฟิวเจอร์สของประเทศไทยเราปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน ซึ่งเป็นความรู้สึกในแง่บวกอย่างระมัดระวัง
ในตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุห้าปี ลดลงศูนย์จุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่หนึ่งจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ โดยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านบาท สะท้อนถึงทิศทางการย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่าสุดอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ดดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นรายสัปดาห์สี่จุดสี่เก้าเปอร์เซ็นต์ และนับจากต้นปีขึ้นไปถึงบวกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ในรอบเดือนยังคงลบยี่สิบจุดสามเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความผันผวนที่สูงมากครับ ราคาทองคำปรับตัวลดลงจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้างระยะยาวยังดูเป็นขาขึ้น ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI อยู่ที่หกร้อยยี่สิบหกจุดเจ็ดเจ็ด เพิ่มขึ้นรายวันหนึ่งจุดห้าหกเปอร์เซ็นต์ และนับจากต้นปีบวกสิบสี่จุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นการตอกย้ำทิศทางขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์
สำหรับดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE ในขณะนี้ไม่มีข้อมูลนะครับ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ต่อเงินบาทและดัชนีค่าเงินดอลลาร์ DXY ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน แต่เราสามารถอนุมานได้ว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการที่ราคาทองคำปรับตัวลงครับ
ต่อไป เรามาเจาะลึกถึงแต่ละประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดในวันนี้นะครับ
ประเด็นแรกและเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ การยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงาน และตลาดต้องตีราคาโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยใหม่หมด
เหตุการณ์นี้เป็นตัวกระตุ้นโดยตรงที่คุกคามโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเสถียรภาพของภูมิภาค เราได้เห็นราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในวันเดียวถึงห้าจุดหกสามเปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม และยังมีความผันผวนอย่างรุนแรงในรอบสัปดาห์
จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต ยืนยันได้ชัดเจนว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นนั้นส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงานครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ อย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC เพราะสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น
แต่ในทางตรงกันข้าม มันจะส่งผลลบอย่างรุนแรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง โดยเฉพาะสายการบินอย่าง AAV, BA และธุรกิจโลจิสติกส์อย่าง KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัตรากำไรขั้นต้นอย่างหนักหน่วง
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ก็เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สินในรูปสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมาก อย่างเช่น BGRIM, GPSC และ GULF เพราะภาระหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินบาท
ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้านี้ คือมุมมองเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ผลิตพลังงานครบวงจร ในอีกหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า มุมมองจะเป็นเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญสำหรับสายการบินและโลจิสติกส์ เพราะการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงจะไปกดดันอัตรากำไรในไตรมาสสาม ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้านั้นมีมุมมองที่หลากหลาย เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นผลดีต่อราคาขาย แต่ภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์เป็นตัวฉุดรั้งครับ
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะกลไกการส่งผ่านผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันนั้น ทำงานผ่านสามช่องทางครับ ช่องทางแรก คือการตีมูลค่าหุ้นกลุ่มพลังงานโดยตรงให้สูงขึ้นตามเส้นราคาล่วงหน้าที่ชันขึ้น ช่องทางที่สอง คือการฝังตัวของความคาดหวังเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ชะลอการลดดอกเบี้ย และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่มีอายุยาว เช่นหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต และช่องทางที่สาม คือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากการที่นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะสร้างแรงต้านให้กับหุ้นตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ การที่ดัชนีฮั่งเส็งลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็สะท้อนผลกระทบในช่องทางที่สองเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยนี้อยู่ด้วยครับ
หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เหตุการณ์ที่ทำให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางชะงัก เช่น การโจมตีโรงกลั่นของซาอุดิอาระเบียในปีสองพันสิบเก้า มักส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่รู้และเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ระยะเวลาของการยกระดับความขัดแย้งครั้งนี้ว่าจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน ซึ่งเรามีความมั่นใจในข้อมูลนี้ในระดับสูง เนื่องจากข้อมูลความสัมพันธ์ของราคาชัดเจนในหลายภาคส่วน และตัวกระตุ้นทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ได้รับการยืนยันแล้ว
ต่อจากประเด็นพลังงาน เรามาดูอีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ แรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกและการประเมินมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ใหม่
ดัชนีฮั่งเส็งที่ลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นไปตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกท่ามกลางความกังวลเรื่องมูลค่าที่สูงเกินไปของหุ้น AI ในขณะที่ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง
จากข้อมูลประวัติศาสตร์ เราทราบว่าการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นนั้นส่งผลลบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีมิติที่แตกต่างออกไปครับ เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอย่าง DELTA, KCE และ HANA ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่มาช่วยชดเชยแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยได้บางส่วน
ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ นั้นอยู่ในโซนผสมผสานไปทางลบ สำหรับหุ้นเทคโนโลยีของไทย ผลกระทบจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจงครับ ตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือ DELTA ที่แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงไปถึงเก้าเปอร์เซ็นต์เมื่อเร็วๆ นี้ แต่บริษัทกำลังลงทุนถึงหนึ่งหมื่นแปดพันล้านบาทในธุรกิจ AI และศูนย์ข้อมูลครอบคลุมสามทวีป พร้อมด้วยคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งในช่วงปีสองพันยี่สิบหกถึงสองพันยี่สิบเจ็ด ซึ่งนี่เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างราคาในระยะสั้นกับการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาว
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Palantir Technologies ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่งสัญญาณว่าบริษัท AI ที่มีสัญญากับภาครัฐหรือกลาโหม อาจจะแยกตัวออกจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีนอกเหนือจากกลุ่มนี้ได้
นี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลครับ เพราะแรงขายหุ้นเทคโนโลยีถูกขับเคลื่อนด้วยการบรรจบกันของสามปัจจัย ปัจจัยแรกคืออัตราคิดลดที่สูงขึ้นกำลังบีบอัดมูลค่าหุ้นที่มีกระแสเงินสดในอนาคตไกล ปัจจัยที่สองคือความกลัวเงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันกำลังเสริมความเชื่อว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับสูง และปัจจัยสุดท้ายคือแรงขายทำกำไรตามธรรมชาติหลังจากการปรับตัวขึ้นยาวนานจากกระแส AI อย่างไรก็ตาม Wann Asset Management ยังคงมีมุมมองเชิงบวกสำหรับหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยนำโดย AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินทุนสถาบันมองว่านี่คือการหมุนกลุ่มมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางของตลาด จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่ผลประกอบการไตรมาสสองครับ บริษัทใดที่มีรายได้จาก AI ที่จับต้องได้จริงไม่ใช่แค่เล่าเรื่อง จะเป็นกลุ่มแรกที่ราคามีเสถียรภาพ เรามีความมั่นใจในข้อมูลชุดนี้ในระดับปานกลาง เพราะแรงขายหุ้นเทคโนฯ ได้รับการยืนยันในข่าว แต่เรายังไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ระดับหุ้นรายตัวของหุ้น AI สหรัฐฯ จากเครื่องมือวิเคราะห์ของเราครับ
ต่อไป เรามาดูอีกหนึ่งประเด็นเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก นั่นก็คือ การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก และจุดเปลี่ยนของนโยบายการเงิน
ข้อมูลสำคัญคือ ธนาคารกลางจีนเพิ่มปริมาณทองคำสำรองถึงสิบห้าตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีสองพันยี่สิบสาม และนับเป็นการซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ยี่สิบแล้ว ขณะที่ยอดซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่สี่สิบเอ็ดตัน ในอีกด้านหนึ่ง คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั้น เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อตลาดการเงิน
ถึงแม้เราจะไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างราคาหุ้นกับราคาทองคำ แต่การส่งผ่านในระดับมหภาคนั้นเป็นที่เข้าใจกันดี การที่ธนาคารกลางซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นการส่งสัญญาณถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์และการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป จะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่ว่าจะเป็น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM จะขยายตัวดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม มันจะส่งผลลบต่อบริษัทไฟแนนซ์ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยอย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR เพราะอัตรากำไรจะถูกบีบอัด
ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้คือ มุมมองเชิงบวกในระยะกลางสำหรับภาคธนาคารไทย เพราะสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยเอื้อต่อการขยายตัวของ NIM มาก หุ้นเหมืองแร่และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทองคำก็จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ที่ต่อเนื่องจากธนาคารกลาง แม้ว่าราคาทองคำในระยะสั้นจะเผชิญแรงต้านจากดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ตาม ในขณะที่บริษัทไฟแนนซ์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยจะมีมุมมองเป็นลบ
เหตุผลที่เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ก็เพราะการซื้อทองคำของธนาคารกลางคือสัญญาณเชิงโครงสร้างครับ มันบ่งชี้ว่าผู้จัดการทุนสำรองของประเทศต่างๆ กำลังป้องกันความเสี่ยงจากทั้งการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และการลดค่าของเงินสกุลหลักในระยะยาว ความต้องการแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้จะเป็นฐานราคาที่แข็งแกร่งให้กับทองคำ ถึงแม้ว่าดอลลาร์ที่แข็งค่าในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นจะสร้างแรงต้านก็ตาม สำหรับตลาดหุ้น ภาคธนาคารได้รับประโยชน์แบบไม่สมมาตรครับ ดอกเบี้ยขาขึ้นช่วยเพิ่ม NIM ในขณะที่ความกังวลเรื่องคุณภาพสินเชื่อยังคงจำกัดตราบเท่าที่เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ข้อมูลที่ได้จากตลาดตราสารหนี้ไทยที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านบาท และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุห้าปีที่ลดลงมาที่หนึ่งจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าสภาพคล่องในประเทศยังคงมีอยู่สูงมาก เรามีความมั่นใจในข้อมูลนี้ในระดับปานกลาง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับดอกเบี้ยมีข้อมูลยืนยันชัดเจน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับหุ้นนั้นเราอนุมานมาจากบริบททางเศรษฐกิจโดยรวม
ประเด็นสุดท้ายที่น่าจับตามองคือ การหมุนกลุ่มของเงินทุนอย่างชัดเจนครับ โดยภาวะผู้นำของกลุ่มพลังงานและการตั้งรับในกลุ่มปลอดภัย
ข้อมูลจากดัชนี SET50 ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นธนาคารและพลังงาน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงเพราะดอลลาร์แข็งค่า และดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ SSE Commodity Index ของจีนอยู่ที่หกพันเก้าร้อยเจ็ดจุดเจ็ดหก เพิ่มขึ้นศูนย์จุดแปดห้าเปอร์เซ็นต์ต่อวัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในวงกว้างของสินค้าโภคภัณฑ์
ข้อมูลยืนยันความสัมพันธ์ที่ชัดเจนแบบเดียวกันครับ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นก็ส่งผลบวกกับ BANPU และ LANNA ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ายังส่งผลบวกกับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มส่งออกอย่าง TU, CPF, ITC และ AAI เพราะสามารถแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น และสุดท้ายคือ ดัชนีราคาผู้บริโภคและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ก็ส่งผลบวกต่อกลุ่มพาณิชย์อย่าง CPALL, CPAXT, CRC และ CPN
ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้านั้นเป็นบวกสำหรับภาคพลังงานและผู้ส่งออกอาหาร รวมถึงกลุ่มค้าปลีกจากการฟื้นตัวของการบริโภค ภาพการหมุนกลุ่มของเงินทุนนั้นชัดเจนมากครับ เงินทุนกำลังย้ายออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเกินไป เข้าสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
นี่เป็นรูปแบบการหมุนเวียนที่สอดคล้องกับตำราการลงทุนในช่วงท้ายของวัฏจักรเศรษฐกิจครับ กลุ่มพลังงานทำผลงานได้ดีเยี่ยมเมื่อข้อจำกัดด้านอุปทานมาเจอกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารก็ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ย และผู้ส่งออกก็ได้อานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI ที่บวกสิบสี่จุดสามเปอร์เซ็นต์นับจากต้นปี เป็นการยืนยันแนวคิดเรื่องมหาวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงครับ ตัวเลขราคาน้ำมันดิบรายเดือนที่ติดลบถึงยี่สิบจุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความผันผวนสุดขั้ว หากมีสัญญาณลดความตึงเครียดจากอิหร่านเมื่อไหร่ เราอาจเห็นการกลับทิศอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มพลังงานได้
โดยสรุปในวันนี้ ต้องยอมรับว่าศูนย์กลางของทุกเรื่องราวอยู่ที่ ‘พลังงาน’ ครับ การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยกระดับขึ้น ส่งแรงกระตุ้นเชิงบวกโดยตรงต่อ PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ส่วนแรงขายหุ้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการประเมินมูลค่า ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดย DELTA เองก็น่าสนใจเพราะมีปัจจัยการลงทุนด้าน AI มูลค่าหมื่นแปดพันล้านบาทหนุนอยู่ หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในระบบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ขณะที่สายการบินและโลจิสติกส์คือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านลบโดยตรง การที่ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะจีนซื้อทองคำต่อเนื่อง เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก
และตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดที่ตลาดทุกแห่งกำลังจับตามองก็คือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยเร็วๆ นี้ครับ ตัวเลขนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าภาวะตลาดที่ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นลบในตอนนี้จะดำเนินต่อไป หรือจะพลิกกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง
ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟังครับ
Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี