สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ
เริ่มต้นกันที่ ภาพรวมตลาดการเงินโลก ในวันนี้ ต้องบอกว่า ถูกปกคลุมด้วยความกังวล เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเข้มข้นครับ
โดยปัจจัยหลัก ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้า ของภูมิทัศน์ความเสี่ยงโลก ก็คือ การเผชิญหน้าทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งได้เพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เข้าไปในสินทรัพย์เกือบทุกประเภท ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนกลไกการส่งผ่านสองทาง กล่าวคือ มันกระตุ้นความกลัวเงินเฟ้อ ซึ่งดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวดีดตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เข้าไปกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
การบรรจบกันของ การรีเซ็ตมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี โดยดัชนีแนสแด็กปรับตัวลง ประมาณ สองเปอร์เซ็นต์ อัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางการทหาร ได้ผลักให้ระบอบการลงทุน ของตลาด เปลี่ยนเข้าสู่โหมด หลีกเลี่ยงความเสี่ยง จากภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเด็ดขาด โดยมีกลิ่นอายของ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อสูง ปะปนอยู่
สถานการณ์นี้ สะท้อนรูปแบบในอดีต ที่เหตุการณ์อุปทานน้ำมัน ในตะวันออกกลาง หยุดชะงัก ซึ่งนำไปสู่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูง และตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงพร้อมกัน บีบอัดอัตราส่วนราคาต่อกำไร ในขณะที่หนุนผลงาน ของหุ้นกลุ่มพลังงาน ให้โดดเด่นขึ้นมา
สำหรับมุมมอง ในระยะ ศูนย์ถึง สี่สิบแปด ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตลาดมีแนวโน้ม ให้น้ำหนักกับ การถือครองสินทรัพย์เชิงรับ โดยกลุ่มพลังงาน จะทำผลงานได้ดีกว่า ขณะที่หุ้นเติบโต และเทคโนโลยี ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันครับ
ในส่วนของมาตรวัด อารมณ์ตลาดนั้น เราย้ายมาอยู่ในโหมด ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นขาลง เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นกลาง โดยแรงขายเกิดจาก การแลกเปลี่ยนทางการทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ภาวะผู้นำของหุ้นเทคฯ ที่เริ่มพังทลาย และนักลงทุนพันธบัตร ที่กลับมาทวงถาม ส่วนชดเชยเงินเฟ้อ อย่างแข็งขัน
มาดูภาพรวมตลาด ในแต่ละประเภทสินทรัพย์กันครับ ตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างเอสแอนด์พี ห้าร้อย ปรับลงมากกว่า หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ขณะที่แนสแด็ก หนึ่งร้อย ดิ่งลงเกือบ สองเปอร์เซ็นต์ เกิดแรงเทขาย หุ้นเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอัลฟาเบท และเทสลา ที่ร่วงลงอย่างหนัก จากความกังวลเรื่อง การใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ ทางฝั่งเอเชีย ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับลง หนึ่งจุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก และความกลัว การประเมินมูลค่าด้านเอไอ
แต่ในทางกลับกัน ดัชนีนิกเคอิ สองสองห้า ของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นได้ ศูนย์จุดสี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในช่วงเช้า โดยได้แรงหนุนจาก ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเอไอ อย่างไรก็ตาม การดีดตัวของอัตราผลตอบแทน และราคาน้ำมัน ก็เป็นตัวถ่วง การปรับขึ้น ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ปรับขึ้น ศูนย์จุดแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ จากความพยายามของทางการจีน ในการพยุงตลาดหุ้น
ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวของสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงาน ทางด้านพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุสิบปี ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ จากความกังวลว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะดำเนินนโยบายการเงิน ให้เป็นปกติ
ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ และเบรนท์ ต่างปรับตัวสูงขึ้น จากส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านอุปทาน หลังการเผชิญหน้า ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน น้ำมันจึงเป็นสินทรัพย์ดาวเด่น ในช่วงนี้ แต่กลับกัน ราคาทองคำ กลับปรับตัวลดลง เพราะถูกกดดันจาก การคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จะยังคงจุดยืนนโยบายแบบเข้มงวด ต่อไปครับ
สำหรับการวิเคราะห์ ในเชิงลึก และผลกระทบ ที่จะตามมา มีประเด็นสำคัญ สี่ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ส่งผลต่อ อุปทานน้ำมัน และเงินเฟ้อครับ แรงกระตุ้นโดยตรง คือ การปะทะกันครั้งนี้ ได้ยกราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ให้สูงขึ้น โดยแรงกดดันราคาผู้ผลิต ในภาคพลังงาน ยังคงอยู่ แม้ว่าราคาผู้บริโภค จะส่งสัญญาณผ่อนคลายก็ตาม
ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำ อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ผ่านราคาขายที่สูงขึ้น และกำไรจากสต็อก ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น กลับไปกดดัน ส่วนต่างกำไรของภาคขนส่ง โดยเฉพาะสายการบิน อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น บริติช แอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์
นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งเป็นผลจากกระแสเงิน ที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไหลเข้าดอลลาร์สหรัฐ ก็จะยิ่งหนุน ผู้ส่งออกอาหาร อย่าง ไทยยูเนี่ยน เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น และเอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะส่งผลเสีย ต่อโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ อย่าง บี.กริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า คือ ผู้ผลิตพลังงาน มีแนวโน้มสดใสอย่างมาก จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ขณะที่สายการบินและขนส่ง เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ในระดับปานกลาง ส่วนผู้ส่งออกไทย ได้รับอานิสงส์บวกในระยะกลาง จากเงินบาทที่อ่อนค่า ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าจะได้รับผลลบ จากภาระหนี้ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูงขึ้น เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ต่อการวิเคราะห์นี้ ในระดับสูง ครับ
ประเด็นที่สอง การรีเซ็ตมูลค่า หุ้นเทคโนโลยีและเอไอ ที่ถูกบีบอัดจากอัตราผลตอบแทน ครับ แรงกระตุ้นหลัก มาจาก หุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงต่อเนื่อง นำโดยอัลฟาเบท และเทสลา ท่ามกลางความกังวล ค่าใช้จ่ายด้านเอไอ ประกอบกับ อัตราผลตอบแทนระยะยาว ที่พุ่งสูงขึ้น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงาน ตลาดหุ้นฮั่งเส็ง ก็ปรับลง ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก
ความสัมพันธ์ในอดีต สำหรับหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อย่าง แอปเปิล ไมโครซอฟท์ เอนวิเดีย และเทสลา นั้น ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์ทางตรง จากเครื่องมือที่ใช้ได้ แต่สำหรับผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทย เงินบาทอ่อนค่า ถือเป็นปัจจัยบวก อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่จากมูลค่าหุ้น หรืออัตราดอกเบี้ยโดยตรง
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด คือ หุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ และหุ้นในธีมเอไอ จะเผชิญกับแรงกดดันขาลง อย่างรุนแรงใน ระยะศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง เนื่องจากหุ้นเติบโตเหล่านี้ มีความอ่อนไหวต่อ ระยะเวลาถือครองสูง และเป็นเหยื่อรายแรกๆ เมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ปรับตัวสูงขึ้น เพราะมูลค่าปัจจุบัน ของกระแสเงินสดในอนาคต ถูกบีบอัด เมื่ออัตราคิดลดปลอดความเสี่ยง เพิ่มขึ้น
การส่งผ่าน คือ ความกลัวด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาน้ำมัน ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น นำไปสู่การเทขายพันธบัตร และอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ก็กลับมากดดัน อัตราส่วนราคาต่อกำไร ของหุ้นเทคฯ เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ในระดับปานกลางครับ
ประเด็นที่สาม ความแตกต่างของทิศทาง นโยบายธนาคารกลางทั่วโลก โดยเควิน วอร์ช เข้าให้การ ในฐานะประธานเฟด ซึ่งตลาดกำลังตีความ ข้อมูลเงินเฟ้อผู้บริโภค ที่ชะลอตัวลง กับเงินเฟ้อผู้ผลิต ที่ยังเหนียวแน่น ทางด้านธนาคารกลางแคนาดา คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ สองจุดยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ปรับตัวดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยน แนวทางนโยบายการเงิน หลังจากอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือเจจีบี พุ่งขึ้น สู่ระดับที่ไม่เคยเห็น ตั้งแต่ปี หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเจ็ด และเงินเยน ก็อ่อนค่าลง ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ สามสิบเก้าปีครึ่ง
ความสัมพันธ์ในอดีตบ่งชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง แบงก์อก กลาสีกรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา ผ่านการขยายตัว ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือเอ็นไอเอ็ม แต่จะส่งผลลบ ต่อกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เข้าไปบีบส่วนต่างกำไร ของสินเชื่อรายย่อย
สำหรับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ศุภาลัย และแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หรือมาตรการกระตุ้น เป็นผลบวก ดังนั้น สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูง จึงเป็นอุปสรรคสำคัญครับ
ประเด็นสุดท้าย ความพยายามของจีน ในการรักษาเสถียรภาพตลาดทุน ทางการจีนเพิ่มความเข้มข้น ในการพยุงตลาดหุ้น โดยกองทุนที่รัฐหนุนหลัง เพิ่มการถือครอง และให้คำมั่นว่าจะเข้าซื้อเพิ่มเติม ธนาคารกลางจีน คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แอลพีอาร์ ไว้เท่าเดิม
ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า การแข็งแกร่งของ ภาคการส่งออก และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือพีเอ็มไอ ของจีน ส่งผลบวก ต่อนิคมอุตสาหกรรม อย่าง อมตะ คอร์ปอเรชั่น และ ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึง แนวโน้มการขยายโรงงาน
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด ในระยะศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง คือ การเข้าซื้อของภาครัฐ จะเป็นเกราะรองรับ ทางยุทธวิธี ให้กับตลาดหุ้นจีน และอาจส่งผลบวกอย่างระมัดระวัง ต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ในภูมิภาคอาเซียน หากข้อมูลส่งออกของจีน ยังคงแข็งแกร่ง เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่นต่ำ เนื่องจากข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรง มีอย่างจำกัดครับ
จากข้อมูลทั้งหมด เราสามารถตกผลึก กลยุทธ์การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ได้ดังนี้ครับ
หนึ่ง ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด หรือ โอเวอร์เวท ในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน อาทิเช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นโดยตรง นี่คือห่วงโซ่เหตุและผล ที่ชัดเจนที่สุด และมีความเชื่อมั่นสูงสุด ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน สำหรับขอบเขตเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์
สอง โอเวอร์เวท หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ เพราะการปรับตัวขึ้นของ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และสภาพแวดล้อมดอกเบี้ย ที่จะอยู่ในระดับสูงยาวนาน จะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ให้กับธนาคารโดยตรง ในขอบเขตเวลาระยะกลาง หนึ่งถึงสามเดือน
สาม ลดน้ำหนักการลงทุน หรือ อันเดอร์เวท และป้องกันความเสี่ยง ในกลุ่มขนส่งและสายการบิน โดยเฉพาะ เอเชีย เอวิเอชั่น บริติช แอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันส่วนต่างกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
และสี่ อันเดอร์เวท กลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ เพราะจะเผชิญกับ การบีบตัวของส่วนต่างกำไร ในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้น
ทริกเกอร์สำคัญที่ต้องจับตามอง คือ สัญญาณหยุดยิง หรือการลดระดับ ความรุนแรงของความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้ การลงทุนในกลุ่มน้ำมัน พลิกกลับอย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยงนั้น เรามองกรณีฐาน ที่มีโอกาสเกิดสูงถึง ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ ความตึงเครียดยืดเยื้อ โดยยังไม่เกิดสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ จะแกว่งตัวในกรอบ แปดสิบห้า ถึง เก้าสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนยังคงสูง หุ้นเทคฯ ปรับฐานต่อไป โดยมีพลังงานและธนาคาร ทำผลงานได้ดีกว่า
แต่ก็มีโอกาส ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ดี หากเกิดความก้าวหน้า ทางการทูต หรือการหยุดยิง ราคาน้ำมันจะกลับตัวลงอย่างรวดเร็ว และหุ้นเติบโตจะกลับมาฟื้นตัว ขณะที่กรณีเลวร้าย มีโอกาส ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ เกิดสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ ตลาดหุ้นร่วงลง ห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และเงินทุนจะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างดอลลาร์ และทองคำครับ
สรุปใจความสำคัญในวันนี้ครับ พลังงานคือออเดอร์ซื้อ ที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด การรีเซ็ตมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี มีความเสี่ยงเฉียบพลัน ภาคธนาคารคือผู้ได้ประโยชน์ จากอัตราดอกเบี้ย และการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยน มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ ขณะที่โรงไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ จะได้รับผลกระทบครับ
สุดท้ายนี้ เราต้องจับตาดู ความแตกต่างของนโยบาย ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความผันผวนอย่างรุนแรง ในตลาดการเงินได้
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ