**Daily Economic News Voice Briefing — 15 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 15 กรกฎาคม 2569

สวัสดีค่ะ

วันนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกครอบงำด้วยแรงกดดันแบบสแตกเฟลชันนารี ที่ร้อนแรงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับความกังวลก่อนหน้าตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญของสหรัฐฯ เรือสินค้าถูกโจมตีในทะเลแดง และความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวแรง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ WTI ที่เคยพุ่งขึ้นถึงห้าจุดหกเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวเมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ขณะที่ราคาดีเซลก็ทะยานขึ้นเช่นกัน แม้ว่าเมื่อมองภาพใหญ่ในรอบเดือน ราคา WTI ยังลดลงถึงสิบแปดเปอร์เซ็นต์ และเบรนท์ลดลงสิบหกเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ผลกระทบจากฝั่งอุปทานพลังงานที่ถูกกระทบจากความขัดแย้ง ซ้อนทับกับตลาดที่เตรียมรับรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศในอีกไม่กี่วัน ทำให้เกิดส่วนผสมที่เป็นพิษ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นขู่ว่าจะจุดไฟเงินเฟ้ออีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดเพิ่งได้รับการยืนยันความเป็นอิสระจากศาลสูงสุด และตลาดคาดว่าเฟดจะต้องพึ่งพาข้อมูลในการตัดสินใจนโยบายมากขึ้น

ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 และแนสแด็กปรับตัวลงในวันจันทร์ที่สิบสี่กรกฎาคม โดยถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดาวโจนส์บวกเล็กน้อย แสดงถึงการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มคุณค่า ด้านฟิวเจอร์สหรัฐฯ ในวันนี้ยังคงปรับตัวลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ได้ออกมาเตือนว่าความคลั่งไคล้การลงทุนใน AI อาจนำไปสู่วิกฤตการเงินได้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า เส้นทางอัตราดอกเบี้ยของยุโรปจะเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลาง นับเป็นสัญญาณนโยบายที่หาได้ยาก และส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนโหมดจากความระมัดระวัง ไปสู่การตั้งรับมากขึ้น

ขณะที่ภาพรวมความรู้สึกของตลาดในวันนี้ อยู่ในภาวะกดดันจากสแตกเฟลชัน ซ้อนทับด้วยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยรวมจึงค่อนไปทางลบอย่างระมัดระวัง หลังจากที่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยังมีมุมมองเป็นกลางก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเชิงป้องกัน

ถัดมาที่ภาพรวมของสินทรัพย์หลักในวันนี้ ดัชนี SET50 ของไทยปรับตัวขึ้นเมื่อวันที่สิบสามกรกฎาคม โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางแรงตึงเครียดโลก แต่สำหรับบราซิล ดัชนี Ibovespa พุ่งขึ้นราวสองเปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่สิบสองกรกฎาคม เพราะตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่สี่จุดหกสี่เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักลงทุนคาดหวังนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น นับเป็นการแยกตัวออกจากตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อย่างชัดเจน

ในฝั่งค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จากทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหมายเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างน่าสนใจ เพราะแม้จะมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดเลือกที่จะถือดอลลาร์เป็น safe haven แทนทองคำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในวัฏจักรขาขึ้นของดอกเบี้ย

ด้านราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูง WTI เคลื่อนไหวแถวเจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์ห้าสิบเอ็ดเซนต์เมื่อวันที่สิบกรกฎาคม โดยมีแรงดีดตัวแรงเป็นระยะจากความกังวลด้านอุปทาน แต่เมื่อมองย้อนไปหนึ่งเดือนยังคงเป็นการปรับฐานลึก ส่วนน้ำมันดีเซลกลับพุ่งขึ้นชัดเจนจากความหวาดกลัวการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และน้ำมันเบนซินอยู่ที่สองดอลลาร์เก้าสิบเก้าเซนต์ต่อแกลลอน แม้ลดลงสองจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน แต่ตั้งแต่ต้นปียังบวกถึงเจ็ดสิบสี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนคอขวดในกระบวนการกลั่น

การโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ คือปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในวันนี้ เพราะเส้นทางทั้งสองนี้รองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลราวสามสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต เมื่อเกิดอุปทานน้ำมันชะงักงันเช่นนี้ ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ผลิตและโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP, SPRC ในขณะที่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงสูง เช่น สายการบิน AAV, BA และ KEX จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีผลกระทบลูกโซ่ถึงค่าขนส่งสินค้าที่ต้นทุนดีเซลกำลังซ้ำเติมหลังจากที่ค่าจ้างพนักงานขับรถในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2020

ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ECB ที่ประกาศเชื่อมโยงการตัดสินใจดอกเบี้ยเข้ากับราคาพลังงานในตะวันออกกลางโดยตรง นี่หมายความว่า หากน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์ต่อไป ธนาคารกลางยุโรปอาจชะลอการผ่อนคลายนโยบาย หรือแม้แต่กลับมาเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเติบโตและสินทรัพย์เสี่ยงในยุโรปทันที ขณะเดียวกันผลสำรวจของ Invesco พบว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหลายแห่งกำลังเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์พลังงาน ซึ่งอาจยิ่งหนุนราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มนี้ในระยะกลาง

และในฝั่งของตลาดหุ้น ความกังวลก่อนตัวเลข CPI กำลังกดดันหุ้นเทคโนโลยีและ AI อย่างชัดเจน หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ หุ้นชิปและ AI นำตลาดปรับตัวลง และฟิวเจอร์ยังคงลบต่อเนื่องเป็นวันที่สอง งานวิจัยของ BIS ที่ระบุว่าการลงทุนใน AI ที่ร้อนแรงอาจนำไปสู่วิกฤต กำลังเป็นกรอบความคิดที่ท้าทายกับความเชื่อเรื่องผลิตภาพมหาศาลจาก AI โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของ AI จะเริ่มปรากฏในงบการเงินของบริษัท และส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคในที่สุด

หากมองตามความสัมพันธ์ในอดีต การปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อสูง มักจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคตมากที่สุด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI เพราะมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตจะถูกคิดลดด้วยอัตราที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หากตัวเลข CPI ออกมาร้อนแรง ซึ่งจะทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น และอาจทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนสูงชันขึ้น

ในสัปดาห์นี้เอง เรายังต้องจับตารายงานผลประกอบการของ TSMC ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนอุปสงค์ของเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และรายงานผลประกอบการของธนาคารใหญในสหรัฐฯ ที่จะช่วยยืนยันหรือหักล้างมุมมองเรื่องการขยายตัวของ NIM

อีกมุมที่ต้องแยกแยะให้ชัดคือ ภาคพลังงานไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ผู้ผลิตต้นน้ำและโรงกลั่นจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและส่วนต่างการกลั่นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะ SPRC และ TOP ที่ได้อานิสงส์จากดีเซลที่พุ่งขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีหนี้สินในสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่น BGRIM, GPSC, GULF จะถูกกดดันทั้งจากต้นทุนก๊าซนำเข้าที่แพงขึ้น และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน

และเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากความต้องการปลอดภัย บวกกับการคาดการณ์ดอกเบี้ยสูง กลุ่มผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะอาหาร เช่น TU, CPF, ITC, AAI และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, KCE, HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า เพราะรายได้จากต่างประเทศแปลงกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์และผู้นำเข้ากลับเป็นฝั่งที่เสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนความเคลื่อนไหวของทองคำที่อ่อนตัวลงแม้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนว่าขณะนี้ตลาดเลือกที่จะมองดอลลาร์เป็นแหล่งพักเงินปลอดภัยอันดับหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น

ธนาคารกรุงไทยได้ออกมาแนะนำกลยุทธ์แบบบาร์เบล ที่ผสมผสานหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นป้องกันความเสี่ยงสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 โดยนัยยะก็คือแม้จะยังไม่ละทิ้งหุ้นเทคโนโลยี แต่ต้องถ่วงน้ำหนักด้วยหุ้นที่ทนทานต่อเงินเฟ้อและความผันผวน

สำหรับเหตุการณ์ที่ต้องจับตาในระยะสั้นที่สุด ขณะนี้ตลาดกำลังรอตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ หากออกมาร้อนแรง จะยิ่งตอกย้ำภาวะสแตกเฟลชัน กดดันหุ้นเทคโนโลยีต่อเนื่อง และหนุนหุ้นกลุ่มการเงินและพลังงาน ขณะที่หากออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจจุดระลอกการกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงได้ แต่ด้วยกรอบคำเตือนของ BIS และความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ทำให้ตลาดมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบก่อนรายงานตัวเลขสำคัญ

โดยสรุปแล้ว บรรยากาศเศรษฐกิจในวันนี้เต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวสูง ตลาดถูกบีบจากทั้งฝั่งภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และฝั่งนโยบายการเงินที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองจากข้อมูลเศรษฐกิจ สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตามากที่สุดในอีก 48 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้าคือ ตัวเลข CPI สหรัฐฯ รายงานผลประกอบการของ TSMC และธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ที่อาจพลิกโฉมทิศทางตลาดได้ทุกเมื่อ

ขอบคุณที่รับฟัง และพบกันใหม่ในครั้งต่อไป