ข่าวเศรษฐกิจมหภาค VOICE

Economic Voice News

23 July 2026

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 23/07/2026 5:42 am

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำ วันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อย หกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ
Voice News

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำ วันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อย หกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

ภูมิทัศน์ เศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกปรับเปลี่ยน จากแรงกระแทก สองด้าน ต่อความน่าเชื่อถือ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ครับ

ด้านแรก คือ คำตัดสิน ของศาลฎีกาสหรัฐ เมื่อวันที่ยี่สิบเก้า มิถุนายน ที่คุ้มครอง ผู้ว่าการ เฟด ลิซ่า คุก ไว้ชั่วคราว จากการถูกประธานาธิบดีปลด และด้านที่สอง คือ ความวิตกในตลาด ต่อแผนการลดงบดุล มูลค่า หกจุดเจ็ด ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของนายเควิน วอร์ช

การแทรกแซง ทางการเมือง แบบนี้ ไม่เคยปรากฏ ในประวัติศาสตร์เฟดยุคใหม่ ทำให้เกิด ความเสี่ยงระดับสถาบัน เพิ่มเติมขึ้นมา จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายการเงิน ที่มีอยู่แล้วครับ

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียด ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังสร้างภาวะ ช็อกด้านอุปทานพลังงาน ดันราคาน้ำมันดีเซล พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การบรรจบกัน ของความน่าเชื่อถือเฟดที่ถูกกัดกร่อน ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน และความกังวล เรื่องการประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับเอไอ กำลังบีบอัด ความอยากเสี่ยง และเปลี่ยนทิศทางตลาด ไปสู่การลดความเสี่ยง อย่างระมัดระวัง ภายใต้แรงกดดัน เชิงสแตกเฟลชัน

ตลาดเกิดใหม่ กำลังแบกรับแรงกระทบ อย่างหนัก ครับ อินโดนีเซีย เสี่ยงถูกปรับลดระดับ สู่ตลาดฟรอนเทียร์ และดัชนีฮั่งเส็ง ก็ร่วงลง จากความวิตก ด้านการประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่สภาพแวดล้อม ที่มีตัวเร่ง เหตุการณ์เพียงจุดเดียว แต่เป็นเหตุการณ์ตึงเครียด หลายด้านพร้อมกัน ครับ

ด้านภาพรวมอารมณ์ตลาด ขณะนี้ อยู่ในโหมด ระมัดระวัง และลดความเสี่ยง แรงกดดันสแตกเฟลชัน เพิ่มขึ้น โดยมีความกังวล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ แทรกซ้อน

อารมณ์นักลงทุน ค่อนไปทางลบ อย่างระมัดระวัง โดยถดถอยลง จากช่วงปลายเดือนมิถุนายน ที่เป็นกลาง ถึงระมัดระวังเชิงบวก ครับ

มาดู ภาพรวมตลาดสำคัญ นะครับ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ ห้าหมื่นสองพัน แปดร้อยเจ็ดสิบหกจุด ลดลง ศูนย์จุดสามสาม เปอร์เซ็นต์ ในวันที่เจ็ด กรกฎาคม

ดัชนีแนสแด็ก อยู่ที่ สองหมื่นเก้าพัน แปดร้อยสิบหกจุด ลดลง หนึ่งจุดห้าสอง เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่หนึ่ง กรกฎาคม สะท้อนแรงกดดัน ในหุ้นกลุ่มเติบโต และเทคโนโลยี

ดัชนี สต็อกซ์ ยูโรป หกร้อย ปิดที่ หนึ่งพันเก้าร้อยหกจุด ลดลง หนึ่งจุดศูนย์สี่ เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียวกัน

ส่วน นิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย อยู่ที่ สองหมื่นสามพัน แปดร้อยแปดสิบสองจุด ร่วงลง สองจุดหนึ่งสอง เปอร์เซ็นต์ ในวันที่แปด กรกฎาคม ตามแรงขาย ในตลาดเกิดใหม่

ราคาทองคำ ปรับตัวลดลง ตามข้อมูล วันที่สิบสาม กรกฎาคม จากแรงกดดัน ของเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

ราคาน้ำมันดีเซล และน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้น จากความกังวล ด้านอุปทาน ในช่องแคบฮอร์มุซ ครับ

มาเจาะลึก ประเด็นสำคัญ กันครับ

ประเด็นแรก ความน่าเชื่อถือ เชิงสถาบันของเฟด ที่ถูกสั่นคลอน จากคำตัดสิน ของศาลฎีกา ที่คุ้มครอง ผู้ว่าการ ลิซ่า คุก ให้ดำรงตำแหน่ง ต่อไปชั่วคราว ระหว่างการฟ้องร้อง ต่อความพยายาม ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะปลดเธอ

สถานการณ์นี้ ทำให้เกิดความกังวล เรื่องการเมือง แทรกแซงนโยบายการเงิน อย่างรุนแรง

หากเปรียบเทียบ กับเหตุการณ์ในอดีต ช่วง ยุคประธานาธิบดีนิกสัน และ ประธานเฟดเบิร์นส์ ความน่าเชื่อถือ ที่ลดลงของธนาคารกลาง จะนำไปสู่ การคาดการณ์เงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น และ เส้นอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่ชันขึ้น

ผลที่คาดการณ์ คือ เป็นลบ ต่อหุ้นกลุ่มการเงิน และตลาดหุ้นในวงกว้าง เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอน ด้านนโยบาย จะกดดัน ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ของธนาคาร และเพิ่ม ส่วนชดเชยความเสี่ยง ของตลาดหุ้น

สำหรับตลาดไทย หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง เอส เอ ดับเบิ้ลยู เอ ดี เอ็ม ที ซี และ ที ไอ ดี แอล อาร์ จะถูกกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น ครับ

ประเด็นที่สอง การหยุดชะงัก ด้านอุปทานพลังงาน ในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดีเซล ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบ โดยตรง หลายทาง

ด้านบวก ชัดเจน สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน ต้นน้ำ และโรงกลั่น เช่น ปตท. สำรวจและผลิต ปิโตรเลียม หรือ พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี และ เอสพีอาร์ซี

ด้านลบ กระทบต่อ กลุ่มสายการบิน และขนส่ง อย่าง เอเอวี การบินไทย? … เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส บีเอ การบินกรุงเทพ? ผมขอพูดใหม่ ครับ เอเอวี คือ บางกอกแอร์เวย์ส บีเอ การบินกรุงเทพ และ เคอีเอ็กซ์ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง จะบีบอัดมาร์จิ้น โดยตรง

นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่า จากต้นทุนนำเข้าพลังงาน ยังเป็นลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ ได้แก่ บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ประเด็นที่สาม การประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี และเอไอ ทั่วโลก กำลังถูกตั้งคำถาม ครับ

ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับตัวลง ร้อยละหนึ่ง ในวันที่สิบเจ็ด กรกฎาคม ตามแรงขาย หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับ แนสแด็ก ที่ร่วงลง ก่อนหน้านี้

แรงกดดัน มาจากสามด้าน คือ อัตราคิดลดที่สูงขึ้น ต้นทุนพลังงาน ที่แพงขึ้น และการปรับฐาน การประเมินมูลค่า

อย่างไรก็ตาม มีจุดที่น่าสนใจ คือ ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ เสนอขายหุ้นไอพีโอ ในตลาดสตาร์ มาร์เก็ตของจีน ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า จีนยังหนุน ฮาร์ดแวร์เอไอ แม้ภาพรวมกลุ่ม จะอ่อนแอ

ประเด็นที่สี่ แรงกดดัน ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ที่เสี่ยงถูกลดสถานะ สู่ตลาดฟรอนเทียร์ จากเอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ส่งผลให้ ดัชนีจาการ์ตา คอมโพสิต ร่วงลง ร้อยละหนึ่งจุดห้า และนับจากต้นปี ขาดทุนสะสมถึง ร้อยละสามสิบสอง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ยังตรึงดอกเบี้ย ที่ ร้อยละห้าจุดเจ็ดห้า อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งที่เงินเฟ้อ อยู่ที่ ร้อยละสามจุดสามสี่ สะท้อน ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างเงินเฟ้อสูง กับเศรษฐกิจเปราะบาง

แรงขาย ได้ลามไปยังภูมิภาค โดยดัชนี นิฟตี้ห้าสิบ ของอินเดีย ร่วงลง สองจุดหนึ่งสอง เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียวกัน

ในแง่ผลกระทบต่อไทย เงินบาทที่อ่อนค่า จากแรง contagion ในอาเซียน กลับเป็นผลดี ต่อผู้ส่งออกไทย ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และกลุ่มอาหาร เช่น ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ

สำหรับ มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง

เรามองว่า ควรเพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นกลุ่มพลังงาน ต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี เอสพีอาร์ซี จากตัวเร่ง ชัดเจนเรื่องอุปทานน้ำมัน

รวมถึง เพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นผู้ส่งออกไทย ที่ได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน

และควร ลดน้ำหนัก หุ้นสายการบิน และขนส่ง อย่าง เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ และลดหุ้นการเงิน ในประเทศ ที่มีหนี้สิน ดอลลาร์สูง

พร้อมทั้ง ติดตามตัวเร่ง สำคัญอย่างใกล้ชิด ได้แก่ รายละเอียดแผนลดงบดุล ของวอร์ช ข่าวหัวข้อ ช่องแคบฮอร์มุซ การตัดสินใจ ของเอสแอนด์พี ต่อสถานะอินโดนีเซีย และข้อมูลเงินเฟ้อ สหรัฐ ครับ

สำหรับฉากทัศน์ ความเสี่ยง

กรณีฐาน โอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาความน่าเชื่อถือเฟด ยังมีอยู่ แต่ไม่บานปลาย พลังงานยังแพง แต่ไม่ถึงขั้นปิดล้อม อินโดนีเซีย ถูกจำกัดความเสี่ยง หุ้นแกว่งตัว ในกรอบ โดยกลุ่มพลังงาน และรับประกัน ยังเด่น

กรณีบวก โอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แผนวอร์ช ผ่อนคลายลง ความตึงเครียดในช่องแคบ คลี่คลาย ส่งผลให้เกิด แรงรีบาวด์ ในหุ้นเทค และตลาดเกิดใหม่

กรณีลบ โอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ วิกฤติ เฟดลุกลาม เกิดการปะทะ ทางทหาร ในฮอร์มุซ ดันน้ำมันดิบ เกิน หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ อินโดนีเซีย ถูกปรับลดระดับ จนเกิดวิกฤต ตลาดเกิดใหม่อาเซียน ให้ลดความเสี่ยง สูงสุดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 23 July 2026 - 12:42 น.

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 22/07/2026 11:09 pm

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก
Voice News

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

วันนี้เรามีรายงานพิเศษ ภาวะตลาดที่มีความซับซ้อนสูง

จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน

มาเริ่มกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนครับ

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ภาวะที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจน

การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

กำลังเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน

ส่งผลให้เกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

กดดันให้อัตราผลตอบแทนอายุสิบปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์

จากจุดสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน

ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ ภายใต้ประธานคนใหม่ นายเควิน วอร์ช

ได้เริ่มการทบทวนกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่

ครอบคลุมทั้งเรื่องการสื่อสาร งบดุลที่มีขนาดมหึมา หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการคำนวณแบบจำลองเงินเฟ้อ

สิ่งนี้กำลังอัดฉีดความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง เข้าสู่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

ท่ามกลางตลาดที่ยังคงคาดการณ์ การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้

นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้นไอพีโอของ ยูนิทรี โรโบติกส์ บนตลาดสตาร์มาร์เก็ต

มูลค่ากว่าหกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ

และคำแนะนำของบลูเบลล์ ให้ลงทุนเพิ่มในหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์

ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง พลวัตของตลาดรูปตัวเค

ที่เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นเติบโต

ในขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและพลังงาน ต้องเผชิญแรงกดดัน

ผลกระทบสุทธิ คือ การลดความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์

ภายในกรอบของตลาดกระทิงที่ยังมีโครงสร้างแข็งแกร่ง

โดยมีพันธบัตร และหุ้นคุณภาพดี คอยทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง

ต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของเฟด

สำหรับมาตรวัดความรู้สึกของตลาด

เราจัดอยู่ในโหมด ระมัดระวังเชิงลบ

ซึ่งปรับตัวลงจากระดับเป็นกลางเมื่อต้นสัปดาห์

ตัวเร่งสำคัญคือ เหตุการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

และการทบทวนนโยบายของเฟด ก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างให้กับตลาด

มาดูข้อมูลเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละประเภทกันบ้างครับ

ดัชนีอุตสาหกรรมสหรัฐ อยู่ที่ระดับ ห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสองจุด

บวกเล็กน้อย ศูนย์จุดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ดัชนียุโรป หนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันเก้าร้อยแปดจุด ค่อนข้างทรงตัว

ดัชนีนิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย อยู่ที่ สองหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบสามจุด บวก ศูนย์จุดสามสิบสี่เปอร์เซ็นต์

ดัชนีเอเอสเอ็กซ์ สองร้อย ของออสเตรเลีย ทรงตัว

ขณะที่ดัชนีแอฟริกาใต้ ท็อปโฟร์ตี้ ปรับตัวลง ศูนย์จุดสามสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี อยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์

ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบสองเดือน

ส่วนความผันผวน ยังไม่มีข้อมูลรายงาน

เรามาวิเคราะห์เจาะลึกสี่ประเด็นหลัก ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดกันครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

การโจมตีที่รุนแรงขึ้น กำลังคุกคามโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งพลังงาน

ส่งผลให้เกิดส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน

ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จะส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่น

เช่น ปตท. สำรวจและผลิต, ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง

ในทางกลับกัน จะส่งผลลบต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์

เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันอัตรากำไร

ความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูง

เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน

ประเด็นที่สอง การทบทวนกรอบนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

ภายใต้ประธานวอร์ช

การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ งบดุลขนาด หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการสื่อสารนโยบาย

สร้างความไม่แน่นอนต่อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์

อาจเผชิญกับสถานการณ์ ที่ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง

ซึ่งดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ

แต่ความไม่แน่นอนของนโยบาย จะจำกัดการขยายตัวของพีอีเรโช

ส่วนหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, ศุภาลัย

จะมีความเสี่ยงสูง เพราะผลลัพธ์ของการทบทวนมีสองด้าน

หากออกมาผ่อนคลายก็จะหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้ขึ้น

แต่หากเข้มงวดก็จะกดดันต่อเนื่อง

ประเด็นที่สาม โมเมนตัมของหุ้นเอไอและหุ่นยนต์

การเสนอขายหุ้นไอพีโอของยูนิทรี โรโบติกส์ และของสเปซเอ็กซ์ ในเดือนมิถุนายน

เป็นสัญญาณว่าเงินทุนสถาบัน ยังคงมีความต้องการหุ้นเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ลดลง

ยังช่วยหนุนมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต ของหุ้นเทคฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับกลางถึงต่ำ

เนื่องจากยังขาดข้อมูลความสัมพันธ์ของหุ้นเอไอรายตัวที่ชัดเจน

และประเด็นที่สี่ การรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง ของกลุ่มธนาคารวอลล์สตรีท

ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

คาดการณ์ว่ารายได้จากธุรกิจค้าหลักทรัพย์ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เพราะความผันผวนของตลาดที่สูง

แต่สิ่งสำคัญที่ตลาดจับตาคือ มุมมองของผู้บริหาร

ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย คุณภาพสินเชื่อ และการตั้งสำรอง

จากทั้งหมดนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจที่สุดในขณะนี้คือ

การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น

และลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มขนส่ง

ด้วยกรอบเวลาการลงทุน ศูนย์ถึงสี่สัปดาห์

หุ้นพลังงาน จะได้รับประโยชน์โดยตรง จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ในขณะที่หุ้นสายการบินและโลจิสติกส์ จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ การเข้าลงทุนในหุ้นเอไอและเทคฯ อย่างเลือกสรร ก็ยังมีความน่าสนใจ

จากปัจจัยหนุนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง

สำหรับสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ

หนึ่ง สัญญาณหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

สอง รายงานเบื้องต้นจากการทบทวนนโยบายของเฟด

และสาม คำแนะนำแนวโน้มจากซีอีโอของกลุ่มธนาคารใหญ่

โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินเชื่อ

เรามาประเมินความน่าจะเป็นของสถานการณ์กัน

กรณีฐาน มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะไม่บานปลาย

ราคาพลังงานมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงปานกลาง

ส่วนกรณีที่ดี มีโอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์

ที่เกิดการลดความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันจะร่วงลง และหุ้นกลุ่มการเงินจะปรับตัวขึ้นแรง

และกรณีที่เลวร้าย มีโอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

ความขัดแย้งอาจขยายวงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยสิบดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

เกิดภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจซบเซา

นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ทั้งหมด ยกเว้นพลังงานและทองคำ

สรุปใจความสำคัญอีกครั้งครับ

หนึ่ง หุ้นพลังงาน คือการลงทุนที่มีความมั่นใจสูงสุดในตอนนี้

สอง การชอร์ตกลุ่มขนส่ง เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เป็นธรรมชาติที่สุด

สาม การทบทวนนโยบายของประธานเฟดคนใหม่ คือปัจจัยแปรปรวนสำคัญที่ต้องจับตา

และสี่ พลวัตของตลาดรูปตัวเค ยังคงดำเนินต่อไป

และนี่คือปัจจัยและกลยุทธ์การลงทุน สำหรับภาวะตลาดที่ซับซ้อนในวันนี้ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 23 July 2026 - 06:09 น.